การที่จำเลยได้รับแจ้งการประเมินภาษีแต่ไม่ยื่นอุทธรณ์ตามมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร จำเลยจะมายกขึ้นต่อสู้ในคดีล้มละลายว่าการประเมินไม่ชอบได้หรือไม่
การที่จำเลยไม่ได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 30 ประมวลรัษฎากร ทำให้การประเมินถึงที่สุดและจำเลยตกอยู่ในฐานะลูกหนี้โดยบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรซึ่งมีผลบังคับได้เช่นเดียวกับคำพิพากษาของศาล จึงไม่อาจโต้แย้งความชอบของการประเมินในคดีล้มละลายได้หากไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนดังกล่าว
ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14
เจ้าพนักงานประเมินประเมินภาษีให้แก่จำเลยสำหรับปี พ.ศ. 2505-2508 รวมเป็นเงิน 232,162.31 บาท จำเลยได้รับแจ้งแต่ไม่ชำระและไม่ยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 88/2521กรมสรรพากรโจทก์นายสุพรรณ พราหมณ์พันธ์จำเลย ป.วิ.พ. ม. 55 พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 8 ป.รัษฎากร ม. 30 พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9, ม. 14 พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2511 การที่จำเลยได้รับแจ้งการประเมินภาษีจากกรมสรรพากรแล้ว แต่มิได้ยื่นอุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร นั้น จำเลยจะมายกขึ้นต่อสู้ในคดีที่ถูกกรมสรรพากรเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ล้มละลายเพราะเป็นหนี้ค่าภาษีดังกล่าวว่าการประเมินของเจ้าพนักงานไม่ชอบ เพราะเงินรายรับไม่ใช่ของจำเลยหาได้ไม่โจทก์ฟ้องว่า เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ตรวจพบว่าจำเลยเป็นผู้ประกอบธุรกิจสร้างภาพยนตร์ไทย โดยเป็นเจ้าของและผู้สร้างภาพยนตร์ไทยใช้ชื่อว่า "สหนาวีไทยภาพยนตร์" มีรายได้จากการให้เช่าฟิล์มภาพยนตร์ไทยซึ่งต้องเสียภาษีการค้า ภาษีบำรุงเทศบาลและภาษีเงินได้ แต่จะเลยมิได้ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีดังกล่าว เจ้าพนักงานประเมินอาศัยอำนาจตามประมวลรัษฎากรทำการประเมินภาษีซึ่งจำเลยต้องเสียภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาล เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับ รวมเป็นภาษีอากรในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ เป็นเงิน ๒๔,๖๙๐.๒๓ บาท พ.ศ. ๒๕๐๖ เป็นเงิน ๓๒,๖๘๒.๙๙ บาท พ.ศ. ๒๕๐๗ เป็นเงิน ๔๙,๑๐๓.๘๘ บาท และพ.ศ. ๒๕๐๘ เป็นเงิน ๗๗,๑๐๒.๑๖เจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งให้จำเลยทราบจำนวนภาษีที่จะต้องชำระให้โจทก์ตามแบบแจ้งการประเมินภาษีการค้าจำเลยรับไว้แล้ว และจำเลยยังต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากร แต่จำเลยมิได้ยื่นรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้ เจ้าพนักงานประเมินอาศัยอำนาจตามประมวลรัษฎากรทำการประเมิน ซึ่งจำเลยต้องเสียภาษีเงินได้และเงินเพิ่มรวมเป็นเงินภาษีอากรในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ เป็นเงิ