ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 835/2521

ประเด็นกฎหมาย

บันทึกข้อตกลงที่ทำโดยประธานอนุกรรมการช่วยเหลือชาวนาชาวไร่ในการไกล่เกลี่ยระหว่างโจทก์และจำเลยฝ่ายเดียว เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความหรือสัญญาซื้อขายที่ดิ

หลักกฎหมาย

บันทึกข้อตกลงที่ทำขึ้นคนละคราวโดยผู้บันทึกในฐานะเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่คู่สัญญาหรือตัวแทนของคู่ความ หากข้อตกลงหนึ่งมิใช่คำเสนอและอีกข้อตกลงมิใช่คำสนอง และคู่ความอีกฝ่ายปฏิเสธไม่ยอมขาย คำเสนอจึงไม่มีการสนองรับ ทำให้ยังไม่เกิดสัญญาขึ้น

คำวินิจฉัย

ยังไม่เกิดสัญญาขึ้น โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับจำเลยขายที่พิพาทหรือเรียกค่าเสียหาย พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

ข้อเท็จจริงสำคัญ

ประธานอนุกรรมการช่วยเหลือชาวนาฯ เรียกจำเลยทั้งสองฝ่ายเดียวมาไกล่เกลี่ยและบันทึกการเสนอขายในราคา 40,000 บาท (เอกสาร จ.1) ต่อมาเรียกโจทก์ฝ่ายเดียวมาไกล่เกลี่ยและบันทึกการตกลงซื้อในราคาเดียวกัน (เอกสาร จ.2) โดยทำคนละคราว และต่อมาจำเลยปฏิเสธไม่ยอมขาย

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 835/2521นางจำรุณ จำนงค์เลิศโจทก์นายต้อ เรืองขำ กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 112, ม. 361, ม. 850, ม. 851 พ.ร.บ.ควบคุมการเช่านา พ.ศ.2517 ประธานอนุกรรมการช่วยเหลือชาวนาชาวไร่เรียกจำเลยทั้งสองมาฝ่ายเดียว ไกล่เกลี่ยให้ขายที่พิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองว่าถ้าโจทก์จะซื้อจำเป็นต้องขายในราคา 40 ,000 บาท จึงได้ทำบันทึกไว้ ต่อมาอีกสามวันประธานอนุกรรมการฯได้เรียกโจทก์ฝ่ายเดียวมาไกล่เกลี่ย โจทก์ตกลงซื้อที่พิพาทในราคา 40 ,000 บาท จึงได้ทำบันทึกไว้อีก บันทึกดังกล่าวทำขึ้นคนละคราว ผู้บันทึกได้ทำบันทึกในฐานะเป็นประธานอนุกรรมการฯ ไม่ใช่เป็นคู่สัญญาในฐานะตัวแทนของโจทก์หรือจำเลย ข้อตกลงตามบันทึกเอกสารฉบับแรก มิใช่คำเสนอต่อโจทก์ ข้อตกลงตามบันทึกเอกสารฉบับหลังมิใช่คำสนอง หากเป็นเพียงคำเสนอ เมื่อจำเลยไม่ยอมขาย คำเสนอของโจทก์ก็ไม่มีการสนองรับ จึงยังไม่เกิดสัญญาขึ้นอันจะบังคับเอาแก่จำเลยได้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับสามีได้ฝากขายที่ดินมี น.ส.๓ เนื้อที่ ๒๐ ไร่เศษแก่จำเลยทั้งสองในราคา ๑๐,๐๐๐ บาท กำหนดไถ่ถอนคืนใน ๕ ปี ต่อมาเมื่อที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิของจำเลยทั้งสองแล้ว จำเลยทั้งสองได้ทำบันทึกประนีประนอมยอมความต่อหน้าอนุกรรมการช่วยเหลือชาวนาชาวไร่ประจำอำเภอตาคลีมีความว่า จำเลยทั้งสองยินยอมที่จะให้โจทก์ซื้อที่ดินคืนในวงเงิน ๔๐,๐๐๐ บาท โจทก์ยอมรับซื้อคืนในราคานั้น แต่จำเลยกลับบิดพลิ้ว ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองโอนขายที่ดินดังกล่าวข้างต้นให้แก่โจทก์ในราคา ๔๐,๐๐๐ บาท หรือให้ใช้ค่าเสียหาย จำเลยให้การว่า เมื่อที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิของจำเลยแล้ว โจทก์ได้ไปร้องเรียนต่อกรรมการช่วยเหลือชาวนา ประธานกรรมการช่วยเหลือชาวนาได้พูดเป็นเชิงบังคับจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองจึงตกลงกับประธ