การตีความความผิดฐานปล้นทรัพย์ โดยจำเลยมีอาวุธปืนและลูกระเบิดติดตัวไปและขู่จะใช้หากเจ้าทรัพย์ขัดขืน แต่ไม่ได้ยิงหรือระเบิดจริงว่าเป็นความผิดตามมาตรา 34
การปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธปืนและลูกระเบิดติดตัวไปและขู่จะใช้หากเจ้าทรัพย์ขัดขืน แต่ไม่ได้ยิงปืนหรือใช้วัตถุระเบิดทำให้เกิดระเบิดขึ้น เป็นความผิดตามมาตรา 340 วรรคสอง ฐานปล้นโดยมีอาวุธติดตัวไปด้วยเท่านั้น ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 340 วรรคสี่ และศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่มิได้ฎีกาด้วยได้หากเป็นเ
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรค 2 ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2514 ข้อ 14, 15 วางโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 คนละ 30 ปี ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ไว้คนละ 20 ปี
จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธปืนและลูกระเบิดติดตัวไปและขู่ว่าจะใช้หากเจ้าทรัพย์ขัดขืน แต่ไม่ได้ยิงปืนหรือใช้วัตถุระเบิดทำให้เกิดระเบิดขึ้น
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1668/2522พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมาโจทก์นาชธนิต หรือเบิ้ม เย็นจะบก กับพวกจำเลย ป.อ. ป.วิ.อ. ม. 213, ม. 225จำเลยมีอาวุธปืนและลูกระเบิดติดตัวไปในการปล้นทรัพย์ และขู่ว่าจะใช้หากเจ้าทรัพย์ขัดขืน โดยไม่ได้ยิงปืนหรือใช้วัตถุระเบิดทำให้เกิดระเบิดขึ้นแต่อย่างใด เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ฐานปล้นโดยมีอาวุธติดตัวไปด้วยเท่านั้น ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 340 วรรคสี่ และเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่มิได้ฎีกาด้วยได้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ กับพวกที่ถูกยิงตายไปแล้ว ร่วมกันปล้นทรัพย์โดยจำเลยกับพวกได้ร่วมกันใช้อาวุธปืนและลูกระเบิดมือขู่จะยิงและขว้างเจ้าทรัพย์ให้ตายหากขัดขืน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐, ๓๔๐ ตรี, ๘๓ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ วรรค ๔ วางโทษตามมาตรา ๓๔๐ ตรี ประกอบด้วยมาตรา ๕๓ ให้จำคุกคนละ ๗๕ ปี ฯลฯ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกคนละ ๕๐ ปี ฯลฯ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ วรรค ๔, ๓๔๐ ตรี ฯลฯ ให้ลงโทษหนักตามมาตรา ๓๔๐ ตรี โดยจำคุกจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ตลอดชีวิต ลดโทษให้หนึ่งในสามตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นประกอบด้วยมาตรา ๕๓ คงจำคุกคนละ ๓๓ ปี ๔ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๓ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า คดีปรากฏจากคำฟ้องและข้อนำสืบของโจทก์ว่า การปล้นครั้งนี้คนร้ายไม่ได้ยิงปืนหรือใช้วัตถุระเบิดทำให้เกิดระเบิดขึ้น