ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 41/2523

ประเด็นกฎหมาย

การมีอำนาจฟ้องของโจทก์ในคดีขับไล่ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ป่าแต่ไม่ปรากฏว่าเป็นป่าสงวนแห่งชาติ

หลักกฎหมาย

แม้ที่ดินพิพาทจะเป็นป่าแต่ไม่ปรากฏว่าเป็นป่าสงวนแห่งชาติ โจทก์ย่อมเข้ายึดถือครอบครองได้ ส่วนกรรมสิทธิ์เป็นเรื่องระหว่างรัฐกับโจทก์ แต่ระหว่างราษฎรด้วยกัน โจทก์มีสิทธิดีกว่าผู้เข้าครอบครองภายหลัง การถูกแย่งการครอบครองจึงให้โจทก์มีอำนาจฟ้องได้

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง และพิพากษายืนคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์บุกเบิกที่รกร้างว่างเปล่าทำไร่ปลูกกล้วย จำเลยเข้าบุกรุกครอบครองต่อ โจทก์ฟ้องขับไล่ จำเลยโต้แย้งว่าเป็นป่าจึงไม่มีสิทธิครอบครอง

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 41/2523นายอุดม อัศวอิทธิวัฒนา กับพวกโจทก์นายกวัก หรือฤทธิ์ โอภาส หรือ จันทโข กับพวกล. ป.พ.พ. ม. 1374 ป.วิ.พ. ม. 55 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ที่พิพาทเป็นป่า แต่ไม่ปราฏข้อเท็จจริงว่าเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 โจทก์ย่อมเข้ายึดถือครอบครองได้ ส่วนจะได้กรรมสิทธิหรือมีสิทธิเพียงใดนั้น เป็นเรื่องระหว่างรัฐกับโจทก์ แต่ในระหว่างราษฎรด้วยกัน โจทก์ย่อมมีสิทธิดีกว่าผู้อื่นซึ่งเข้าครอบครองภายหลัง การที่จำเลยเข้าแย่งการครอบครองอันเป็นการรบกวนสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องโจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินร่วมกัน ๑ แปลง ตั้งอยู่ในหมู่ที่ ๑๒ ตำบลเขาฉกรรจ์ อำเภอสระแก้ว จังหวัดปราจีนบุรี ได้มาโดยโจทก์เข้าครอบครองบุกเบิกที่รกร้างว่างเปล่าตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ทำไร่และปลูกกล้วย จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ได้สมคบกับจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๙ บุกรุกเข้าไปครอบครองทำไร่ในที่ดินของโจทก์ โดยเจตนายึดเอาที่ดินของโจทก์ทั้งหมด เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ขับไล่จำเลยทุกคนออกจากที่ดินของโจทก์ห้ามมิให้จำเลยเข้าเกี่ยวข้องต่อไป ต่อมาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยที่ ๓ ให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของผู้ครอบครองที่ดิน ที่ดินนี้เดิมจำเลยที่ ๒ ครอบครองอยู่ จำเลยที่ ๓ ซื้อมาจากจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๙ ให้การว่า โจทก์ที่ ๒ ที่ ๓ เป็นหญิงมีสามีไม่ได้รับความยินยอมจากสามี ไม่มีสิทธิฟ้อง ที่ดินที่จำเลยครอบครองอยู่เป็นที่ดินของจำเลยเอง โดยซื้อจากบุคคลภายนอก ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๙ ออกจากที่ดินแปลงพิพาท จำเลยที่ ๓ ที่ ๕ ที่ ๘ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๓ ที่ ๕ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญห