การตีความการกระทำของลูกจ้างที่ปั๊มบัตรเข้า-ออกและให้พนักงานสำรองทำงานแทนเข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่หรือการละทิ้งหน้าที่หรือไม่
การปั๊มบัตรเข้า-ออกเวลาและให้พนักงานสำรองทำงานแทนถือเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ทำงานหรือละทิ้งหน้าที่ตามมาตรา 123(4) มิใช่การแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบซึ่งถือเป็นการทุจริตต่อหน้าที่
ศาลฎีกายกอุทธรณ์ของนายจ้างและพิพากษายกฟ้องลูกจ้างในส่วนค่าเสียหาย โดยให้ลูกจ้างกลับเข้าทำงานตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์
พนักงานขายปั๊มบัตรลงเวลาและเลิกงาน นำรถบรรทุกน้ำอัดลมไปขาย แต่ลงจากรถให้พนักงานสำรองขายแทน แล้วกลับมาปั๊มบัตรเลิกงาน
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3101 - 3102/2523บริษัทเสริมสุข จำกัดฯโจทก์คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ กับพวกล.นายเกษม สุวรรณะ กับพวกโจทก์บริษัทเสริมสุข จำกัดล. พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 41 (4), ม. 123, วันเกิดเหตุ ก. ซึ่งเป็นพนักงานขายของได้ไปที่บริษัทนายจ้าง แล้วได้ปั๊มบัตรลงเวลาทำงาน นำรถยนต์บรรทุกน้ำอัดลมออกไปเพื่อทำการขาย และได้ให้พนักงานขายสำรองไปด้วย ระหว่างทาง ก.ลงจากรถไป โดยให้พนักงานขายสำรองทำการขายแทน ครั้นตอนเป็น ก.กลับไปที่บริษัทนายจ้างอีกเพื่อปั๊มบัตรเลิกงาน ดังนี้ การกระทำของ ก. เป็นการหลีกเลี่ยงไม่ทำงาน เป็นการละทิ้งหน้าที่ซึ่งบัญญัติไว้ต่างหากแล้วในพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ มาตรา 123 (4) มิใช่อาศัยอำนาจหน้าที่ที่เป็นพนักงานขายแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายอันจะถือได้ว่าทุจริตต่อหน้าที่ ตามมาตรา 41 (4) พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ เห็นได้ว่า เมื่อได้สั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานแล้ว จะไม่สั่งให้นายจ้างจ่ายค่าเสียหายอีกก็ได้ เมื่อศาลแรงงานกลางพิพากษาให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานแล้ว และปรากฏว่าลูกจ้างมิได้นำสืบว่าได้รับความเสียหายอย่างไรบ้าง ทั้งมีส่วนผิดอยู่ด้วย ศาลแรงงานกลางจึงชอบที่จะใช้ดุลพินิจไม่ให้นายจ้างชดใช้ค่าเสียหายแก่ลูกจ้างได้คดีสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางรวมพิจารณาพิพากษา โจทก์สำนวนแรกฟ้องว่า โจทก์ได้มีคำสั่งปลดและเลิกจ้างลูกจ้าง ๕ นาย คือ ก. เพราะกระทำการทุจริตต่อหน้าที่ และอีก ๕ นาย เพราะยุยงสนับสนุนชักชวนให้พนักงานหยุดงาน ลูกจ้างทั้ง ๕ นายได้ไปยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ว่า โจทก์เลิกจ้างเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ชี้ขาดว่า ก. ลูกจ้างไม่ได้กระทำผิดตามมาตรา ๑๒๓ แห่งพระ