ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2648/2524

ประเด็นกฎหมาย

ผู้รับประกันภัยค้ำจุนต้องร่วมรับผิดกับผู้เอาประกันภัยเมื่อความเสียหายเกิดจากความประมาทของลูกจ้างซึ่งกระทำในทางการที่จ้าง ไม่ใช่ความประมาทเลินเล่ออย่าง

หลักกฎหมาย

ผู้รับประกันภัยจะไม่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยไม่ต้องรับผิดชอบเท่านั้น ความวินาศภัยที่เกิดจากความประมาทของลูกจ้างซึ่งกระทำในทางการที่จ้าง ไม่ถือว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้เอาประกันภัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 879 วรรคแรก

คำวินิจฉัย

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์ จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ตามสัญญาประกันภัย

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์ของนายจุล จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกและเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ขับรถของจำเลยที่ 2 ในทางการที่จ้างด้วยความประมาทชนรถยนต์ของนายจุลได้รับความเสียหาย โจทก์จ่ายค่าเสียหายแล้วสวมสิทธิเรียกจากจำเลยทั

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2648/2524บริษัทสินสวัสดิ์ประกันภัย จำกัดโจทก์นายสมนึก บุญจี้ กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 227, ม. 879, แรก, ม. 887ความวินาศภัยได้เกิดขึ้นเพราะความประมาทของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 กระทำไปในทางการที่จ้างจึงถือไม่ได้ว่าเหตุเกิดขึ้นเพราะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัยจำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยค้ำจุนต้องร่วมรับผิดด้วยโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก.ท.ฟ-๒๓๑๗ ของนายจุล จำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน ก.ท.ฟ.-๙๒๖๕ และเป็นนายจ้างของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๓ เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ ขับรถของจำเลยที่ ๒ คันดังกล่าวไปตามทางการที่จ้างด้วยความประมาทเป็นเหตุให้ชนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ก.ท.ฟ ๒๓๑๗ ได้รับความเสียหาย โจทก์ได้จ่ายค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวให้แก่นายจุลไปแล้ว จึงขอสวมสิทธิเรียกค่าเสียหายดังกล่าวจากจำเลยทั้งสาม พร้อมทั้งดอกเบี้ย ระหว่างส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง โจทก์ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าดำเนินคดีแทนโจทก์ จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ ๒ ให้การต่อสู้คดีหลายประการ จำเลยที่ ๓ ให้การว่า เหตุที่เกิดเป็นเพราะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๓ จึงหลุดพ้นความรับผิดตามสัญญาประกันภัย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และจำเลยที่ ๓ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๓ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อที่จำเลยที่ ๓ ฎีกาว่าเหตุที่รถชนกันเป็นเพราะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยที่ ๑ ซึ่