การไสไม้ ตัดไม้ ทำบังใบไม้ ซึ่งเป็นไม้แปรรูปแล้วในโรงค้าไม้ที่ได้รับอนุญาต ถือเป็นการแปรรูปไม้ตามกฎหมายหรือไม่ และจำเลยต้องได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัต
การไสไม้ ตัดไม้ บังใบ แม้จะกระทำต่อไม้ที่แปรรูปแล้ว แต่ก็ย่อมทำให้รูปและขนาดของไม้เปลี่ยนไปไม่มากก็น้อย จึงเป็นการแปรรูปไม้ตามกฎหมาย และการกระทำเพื่อการค้าไม่ได้รับยกเว้นตามมาตรา 50 แม้จำเลยจะได้รับใบอนุญาตตั้งโรงงานตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2512 แต่เมื่อโรงงานตั้งอยู่ในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ จำเลย
พิพากษายืน จำเลยมีความผิดฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติป่าไม้
จำเลยได้รับใบอนุญาตตั้งโรงงานไสไม้และซอยไม้จากกระทรวงอุตสาหกรรมตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2512 แต่โรงงานตั้งอยู่ในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ จำเลยใช้เครื่องมือไสไม้ ตัดไม้ ทำบังใบไม้ ซึ่งเป็นไม้แปรรูปแล้วในโรงค้าไม้ที่ได้รับอนุญาต โดยเป็นการกระทำเพื่อการค้า และจำเลยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตา
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1064/2525พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการโจทก์นายเจ็ง ศุภพิพัฒน์จำเลย พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 4, ม. 48, ม. 50 พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2512 การไสไม้ ตัดไม้ บังใบ แม้จะกระทำต่อไม้ที่แปรรูปแล้ว แต่ก็ย่อมทำให้รูปและขนาดของไม้เปลี่ยนไปไม่มากก็น้อย จึงเป็นการแปรรูปไม้ตามกฎหมาย แม้จำเลยจะได้รับใบอนุญาตตั้งโรงงานไสไม้และซอยไม้จากกระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งออกตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2512 แต่เมื่อโรงงานของจำเลยตั้งอยู่ในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2482 มาตรา 48 ซึ่งแก้ไขแล้ว คือจำเลยจะต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ด้วยโจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกรรม คือจำเลยตั้งโรงงานแปรรูปไม้ภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้เพื่อการค้า โดยจำเลยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยมีไม้เต็งและไม้แดงปริมาตร ๑๐.๓๖๘ ลูกบาศก์เมตร ที่ยังมิได้แปรรูปและไม่มีรอยตรา ค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขายประทับอยู่ในความครอบครองโดยจำเลยพิสูจน์ไม่ได้ว่าไม้นั้นได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยได้นำไม้ดังกล่าวมาจากที่อื่นโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือจำเลยรับไม้หวงห้ามดังกล่าวจากผู้ซึ่งได้มาโดยการกระทำผิดต่อพระราชบัญญัติป่าไม้ โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นไม้ที่มีผู้ได้มาโดยการกระทำผิด ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๔๗, ๔๘, ๖๙, ๗๐, ๗๓, ๗๔, ๗๔ ทวิ, ๗๔ จัตวา ฯลฯ ริบของกลางและจ่ายสินบนนำจับ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๖๙ ลงโทษจำคุก ๕ ปี รับสารภาพชั้นสอบสวนลดโทษให้หนึ่งในห้า คงจำคุก ๔ ปี และมีความผิดตามมาตรา ๔๘