ปัญหาว่าโจทก์เป็นภรรยาชอบด้วยกฎหมายของนายเลาะหรือไม่ และที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ และควรแบ่งสินสมรสอย่างไร
เมื่อสามีภริยาไม่มีสินเดิมด้วยกัน สินสมรสต้องแบ่งเป็น 3 ส่วน ภริยาได้ 1 ส่วน สามีได้ 2 ส่วน ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 665/2495
พิพากษายืน
โจทก์แต่งงานอยู่กินกับนายเลาะก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 มีบุตรด้วยกัน ต่อมานายเลาะมีภรรยาใหม่ โจทก์แยกไปอยู่กับบุตร นายเลาะตายโดยไม่ได้หย่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสที่ซื้อระหว่างสมรส โดยไม่มีสินเดิม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 754/2526นางนวน หรือนวล เจ๊ะอาวังหรือเจ๊ะวัง หรือท่าวังโจทก์นางเลาะ เจ๊ะอาวังหรือเจ๊ะวังจำเลย พ.ร.บ.ให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2477 ป.พ.พ. ม. 1533 (151 กฎหมายลักษณะผัวเมีย บทที่ 68 โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ล. ก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 แม้โจทก์และ ล.แยกกันอยู่แต่ไม่ปรากฏว่าได้หย่าขาดจากกัน ทั้งโจทก์และ ล. ต่างไม่มีสินเดิมด้วยกัน ดังนั้นเมื่อ ล. ตายสินสมรสต้องแบ่งออกเป็น 3 ส่วน โจทก์ได้ 1 ส่วน ล. ได้ 2 ส่วน (อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 655/2495)โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณ ๖๐ ปีก่อนฟ้องโจทก์ได้แต่งงานอยู่กินเป็นสามีภริยากับนายเลาะ ต่างไม่มีสินเดิมมาก่อน มีบุตรด้วยกัน ๑ คนคือนายหวังโจทก์และนายเลาะทำมาหาได้โดยซื้อที่ดินไว้ ๑ แปลงเนื้อที่ ๒๘ ไร่ คือที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๔๒๕ มีชื่อนายเลาะเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของครึ่งหนึ่ง ต่อมานายเลาะได้จำเลยเป็นภรรยา โจทก์จึงแยกไปอยู่กับบุตร ต่อมานายเลาะตาย โจทก์แจ้งให้จำเลยทราบว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของโจทก์ครึ่งหนึ่ง จำเลยว่านายเลาะยกให้จำเลยก่อนตายแล้วนายเลาะยกให้จำเลยโดยโจทก์ไม่ยินยอมด้วย จึงขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการโอนเฉพาะส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นภรรยาของนายเลาะ แต่เป็นภรรยาของคนอื่น ที่ดินตามฟ้องเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๔๒๕ ให้โจทก์ ๑๓ ไร่ ๒ งาน ๙๒ ตารางวา หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยโอนที่พิพาทให้โจทก์ ๙ ไร่ ๖๑ ๑/๓ ตารางวา นอกจากที