การให้กู้ยืมเงินแก่ผู้ถือหุ้นเพื่อสวัสดิการภายในบริษัท ถือเป็นการประกอบกิจการค้าเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ที่ต้องเสียภาษีการค้าหรือไม่
การให้กู้ยืมเงินแก่ผู้ถือหุ้นเพื่อสวัสดิการและสงเคราะห์ภายในบริษัท โดยไม่เกี่ยวข้องกับลูกค้าหรือบุคคลภายนอก เป็นกิจการภายในของบริษัท มิใช่การประกอบกิจการค้ากับบุคคลภายนอก จึงไม่เข้าข่ายเป็นกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์
พิพากษายืน ให้เพิกถอนแบบแจ้งการประเมินภาษีการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และสั่งให้โจทก์ปลอดจากการชำระภาษีการค้า
บริษัทให้เงินกู้แก่ผู้ถือหุ้นตามวัตถุประสงค์หนังสือบริคณห์สนธิเพื่อสวัสดิการ โดยไม่ปล่อยกู้ให้บุคคลภายนอกหรือลูกค้า และเรียกดอกเบี้ยไม่สูงกว่าที่จ่ายให้ธนาคาร
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2333/2526บริษัทไพบูลย์สมบัติ จำกัดโจทก์กรมสรรพากร กับพวกจำเลย ป.รัษฎากร ม. 78, บัญชีอัตราภาษีการค้าประเภทการค้า 12บริษัทโจทก์ไม่มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการค้าในการให้กู้ยืมเงิน โจทก์ให้ผู้ถือหุ้นของโจทก์กู้ยืมเงินเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ที่ระบุไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิและเป็นไปโดยถูกต้องตามระเบียบการสงเคราะห์ผู้ถือหุ้น โจทก์ไม่ได้ให้ลูกค้าของโจทก์หรือบุคคลภายนอกกู้ยืมแต่อย่างใด การที่โจทก์ให้ผู้ถือหุ้นของโจทก์กู้ยืมเงินเป็นเรื่องโจทก์ให้สวัสดิการและสงเคราะห์แก่ผู้ถือหุ้นของโจทก์ อันเป็นเรื่องกิจการภายในของโจทก์โดยแท้ไม่มีลักษณะเป็นการประกอบกิจการค้ากับบุคคลภายนอก จึงถือไม่ได้ว่าเป็นกิจการของผู้ที่ประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ได้แจ้งประเมินภาษีการค้าให้โจทก์ชำระภาษีการค้าและเบี้ยปรับเป็นเงินทั้งสิ้น ๙๒๙,๐๑๒.๓๗ บาท โดยอ้างว่าโจทก์กู้เงินธนาคารนำมาให้ผู้ถือหุ้นกู้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๒ ต่อปี ถือว่าโจทก์ดำเนินกิจการเยี่ยงธนาคาร จึงต้องนำรายรับจากดอกเบี้ยมาชำระภาษีการค้าตามประเภทการค้า ๑๒ แห่งประมวลรัษฎากรพร้อมทั้งเบี้ยปรับ ๒ เท่า ของภาษีและเงินเพิ่มตามมาตรา ๘๙ ทวิ อีกร้อยละ ๑ ต่อเดือน โจทก์เห็นว่าการประเมินดังกล่าวไม่ถูกต้อง จึงอุทธรณ์ไปยังจำเลยที่ ๒ โจทก์ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ซึ่งวินิจฉัยว่า การประเมินของจำเลยที่ ๑ ถูกต้องแล้ว แต่มีเหตุอันควรผ่อนผันจึงลดเบี้ยปรับลง โจทก์เห็นว่าการประเมินของจำเลยที่ ๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ไม่ถูกต้องเพราะวัตถุประสงค์ของโจทก์ เป็นการให้สวัสดิการและสงเคราะห์แก่ผู้ถือหุ้น ทั้งดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกจากผู้กู้ก็ไม่ได้สูงกว่าที่โจทก์เสียให้แก่ธนาคารเส