ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2002/2537

ประเด็นกฎหมาย

อายุความคดีเรียกค่าภาษีอากรกรณีหลีกเลี่ยงภาษีใช้กฎหมายแพ่งหรือศุลกากร

หลักกฎหมาย

กรณีหลีกเลี่ยงภาษีซึ่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มิได้บัญญัติอายุความเฉพาะไว้ ต้องใช้อายุความทั่วไปตาม ป.พ.พ. ม.167 เดิม คือสิบปี นับเริ่มแต่ขณะอาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้

คำวินิจฉัย

พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าอากรและเงินเพิ่มตามที่ประเมิน

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยสำแดงราคาสินค้าเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอากร พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจพบและประเมินภาษีเพิ่ม จำเลยไม่ชำระ โจทก์ฟ้องเรียกค่าภาษีและเงินเพิ่ม

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2002/2537กรมศุลกากร กับพวกโจทก์ห้าง หุ้นส่วนจำกัดทีซี อิเล็กโทรนิคส์ กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 167 เดิม, ม. 168 เดิม, ม. 169 เดิม ป.วิ.อ. ม. 51 ป.รัษฎากร ม. 78 จัตวา, ม. 78 เบญจ (1) พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 10 วรรคหนึ่ง, ม. 10 วรรคสาม ประกาศกระทรวงการคลัง ว่าด้วยภาษีการค้า ฉบับที่ 7 อายุความในการเรียกค่าภาษีอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ.2469 เป็นเรื่องอายุความเฉพาะกรณีที่กรมศุลกากรเรียกเงินอากรขาดเพราะเหตุตาม มาตรา 10 วรรคสาม แต่กรณีที่จำเลยเจตนาหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากร ซึ่งพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ.2469 มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ต้องใช้อายุความทั่วไปเกี่ยวกับการเรียกค่าภาษีอากร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 167 เดิม คือสิบปี นับเริ่มแต่ขณะที่อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 169 เดิม ค่าภาษีการค้าและค่าภาษีบำรุงเทศบาลซึ่งเป็นภาษีการค้าด้วยนั้น ประมวลรัษฎากร มิได้บัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 167เดิม และ 169 เดิม มีอายุความสิบปี นับเริ่มแต่ขณะที่อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้ จำเลยชำระค่าภาษีและวางเงินประกันค่าภาษีวันที่ 24 ธันวาคม 2518 อายุความจริงเริ่มนับแต่วันนี้เป็นต้นไป ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78 เบญจ (1)และประกาศกระทรวงการคลังว่าด้วยภาษีการค้า (ฉบับที่ 7) การกระทำผิดในทางอาญา หาได้ก่อให้เกิดหนี้ค่าภาษีอากรในทางแพ่งในขณะเดียวกับการกระทำผิดทางอาญาโดยตรงไม่ แต่หนี้เกิดเพราะการนำเข้าสำเร็จและกฎหมายให้ถือว่าได้ขายสินค้านั้น ๆ คดีนี้จึงมิใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา อายุความคดีอาญาถึงที่สุดไม่ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 เป็นห