คำให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาหรือไม่ และการรอการลงโทษเป็นการใช้ดุลพินิจหรือคลาดเคลื่อนกฎหมาย
การวินิจฉัยว่าคำให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา และการรอการลงโทษเป็นการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษ เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218
พิพากษายกฎีกาโจทก์
จำเลยให้การรับสารภาพและนำเงินเช็คไปชำระหนี้ให้โจทก์ ศาลล่างรอการลงโทษ โจทก์ฎีกาว่าคลาดเคลื่อนกฎหมาย แต่ไม่โต้แย้งการฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวน
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3283/2527ธนาคารมหานคร จำกัดโจทก์นายกิติรัตน์ สวัสดิภักดีจำเลย พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ป.อ. ม. 78 ป.วิ.อ. ม. 218ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุก 6 เดือนและรอการลงโทษไว้ ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ปัญหาที่ว่าคำให้การรับสารภาพของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาหรือไม่ เป็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวน จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ข้อที่ศาลวินิจฉัยว่าจำเลยได้บรรเทาผลร้ายแห่งความผิด โดยนำเงินตามเช็คพิพาทไปชำระแก่โจทก์แล้ว ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำผิดมาก่อนจึงเห็นสมควรรอการลงโทษแก่จำเลย เป็นการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษ โจทก์ฎีกาว่าเป็นการคลาดเคลื่อนต่อกฎหมาย แต่มิได้ฎีกาว่าศาลล่างฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวนผิดต่อกฎหมายแต่อย่างใด จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค มาตรา ๓ จำเลยให้การรับสารภาพ แต่ขอสืบพยานว่า หลังจากธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินแล้ว จำเลยได้นำเงินตามเช็คไปชำระให้โจทก์เรียบร้อยแล้ว โดยโจทก์ยอมรับว่าเป็นการชำระหนี้ตามเช็คพิพาทและจะดำเนินการถอนคดีให้ แต่แล้วก็กลั่นแกล้งจำเลย โดยนำคดีมาบีบบังคับให้จำเลยชำระหนี้ตามที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์อยู่ในคดีอื่น ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๔๙๗(๓) โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลย ๖ เดือน และรอการลงโทษไว้ ต้องห้ามมิให้ฎีกาใน