การมีกัญชาน้อยกว่า 10 กก. เป็นความผิดฐานครอบครองเพื่อจำหน่ายได้หรือไม่ และต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพหรือไม่
กฎหมายกำหนดข้อสันนิษฐานเด็ดขาดเฉพาะกรณีมีปริมาณ 10 กก. ขึ้นไป แต่หากน้อยกว่า 10 กก. ก็อาจเป็นความผิดฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายได้ หากจำเลยรับสารภาพ ศาลลงโทษได้โดยไม่ต้องสืบพยานประกอบ
พิพากษายืน
จำเลยมีกัญชา 110 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยให้การรับสารภาพ ศาลอุทธรณ์ตัดสินว่าเป็นสองกรรม แต่ศาลฎีกาเห็นว่าคำรับสารภาพเพียงพอต่อการลงโทษ
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3611/2527พนักงานอัยการจังหวัดมุกดาหารโจทก์นางเป๊าะ ผิวขำจำเลย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 การมียาเสพติดให้โทษในประเภท 4 หรือในประเภท 5 ไว้ในครอบครองมีปริมาณน้อยกว่าสิบกิโลกรัม ก็อาจเป็นความผิดฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายได้ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพว่ามีกัญชาจำนวน 110 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตตามฟ้อง ศาลย่อมลงโทษจำเลยตามที่ให้การรับสารภาพได้ คดีที่ไม่จำต้องสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลย่อมลงโทษจำเลยได้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๗, ๘, ๒๖, ๗๕, ๗๖, ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วฟังว่าจำเลยมีกัญชา ๑๑๐ กรัมไว้เพื่อจำหน่ายและจำหน่ายกัญชาจำนวน ๑๐ กรัม ราคา ๑๐ บาท โดยมิได้รับอนุญาต พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๗, ๘, ๒๖,๗๕, ๗๖, ๑๐๒ กัญชาที่จำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายและกัญชาที่จำเลยจำหน่ายเป็นจำนวนเดียวกันจึงเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้จำคุกและปรับ โทษจำคุกให้รอไว้ ของกลางริบ โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสองกรรม ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดสองกรรมให้เรียงกระทงลงโทษ และให้จำคุกโดยไม่รอการลงโทษ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยฐานมีกัญชาไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายไม่ได้เพราะมีกัญชาไม่ถึง ๑๐ กิโลกรัม ตามข้อสันนิษฐานของกฎหมายนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๖ วรรคสองบัญญัติว่าการมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๔ หรือในประเภท ๕ ไว้ในครอบครองมีปริมาณตั้งแต่สิบกิโลก