การที่พนักงานสอบสวนยึดรถยนต์ของกลางไว้เป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดีความผิดฐานประกอบการขนส่งไม่ประจำทาง ตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 นั้น เป
ในคดีความผิดฐานประกอบการขนส่งไม่ประจำทาง รถยนต์ของกลางเป็นหลักฐานสำคัญแห่งองค์ความผิด พนักงานสอบสวนมีอำนาจยึดรถยนต์ไว้เป็นพยานหลักฐานประกอบคดีได้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131 ประกอบกับมาตรา 85 การยึดรถดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
พิพากษายืน (ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ยกฟ้อง)
จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวน ได้ยึดรถยนต์บรรทุกสาธารณะของโจทก์ซึ่งถูกนำมาร่วมกระทำความผิดฐานประกอบการขนส่งไม่ประจำทางไว้เป็นของกลางเพื่อสืบสวนสอบสวนและพิสูจน์ความผิด โจทก์อ้างว่าจำเลยยึดรถโดยปราศจากอำนาจและละเว้นการคืนรถโดยเรียกร้องผลประโยชน์
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2922/2528นายดำรงค์ วีริยะจารีโจทก์ร้อยตำรวจตรีเสริม บุญน้อย กับพวกจำเลย ป.อ. ม. 157 ป.วิ.อ. ม. 85, ม. 131 พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 การดำเนินคดีในความผิดฐานร่วมกันได้รับอนุญาตประกอบการขนส่งไม่ประจำทาง กระทำการขนส่งอันมีลักษณะเช่นเดียวหรือคล้ายกับผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งประจำทาง หรือมีลักษณะเป็นการแย่งผลประโยชน์กับผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งประจำทางในเส้นทางที่ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งประจำทางได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 นั้นรถยนต์ของกลางย่อมเป็นหลักฐานสำคัญแห่งองค์ความผิดที่จะทำให้ทราบข้อเท็จจริงตลอดจนพฤติการณ์ต่าง ๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหาและเพื่อที่จะรู้ตัวผู้ร่วมกระทำผิดและพิสูจน์ให้เห็นความผิดพนักงานสอบสวนมีอำนาจที่จะยึดรถยนต์ของกลางไว้เป็นพยานหลักฐานประกอบคดีได้จนกว่าคดีจะถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131 ประกอบกับมาตรา 85โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นรองสารวัตรสืบสวนสอบสวนจำเลยที่ ๒ เป็นสารวัตรใหญ่ จำเลยที่ ๑ ยึดรถยนต์ของโจทก์ไว้โดยปราศจากอำนาจหน้าที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เมื่อโจทก์ไปติดต่อขอรับรถยนต์คืน จำเลยทั้งสองร่วมกันละเว้นเสียซึ่งการปฏิบัติการตามกฎหมายโดยมิชอบ โดยบ่ายเบี่ยงไม่ยอมสั่งคืนรถยนต์แก่โจทก์และพูดจาทำนองเรียกร้องผลประโยชน์ตอบแทน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗, ๘๓ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วสั่งว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นายอำไพขนส่งจังหว