การไม่ส่งสำเนาอุทธรณ์ตามคำสั่งศาลชั้นต้นภายในกำหนดเวลาถือเป็นการทิ้งฟ้องหรือไม่
ศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งให้ลูกความนำส่งสำเนาอุทธรณ์ได้ หากไม่ดำเนินการภายในเวลาที่ศาลกำหนดถือเป็นการทิ้งฟ้อง ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจจำหน่ายคดีได้ แม้ลูกความจะเสียค่าใช้จ่ายล่วงหน้าแล้วก็ตาม
พิพากษายืนคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ให้จำหน่ายคดี เนื่องจากผู้ร้องไม่ส่งสำเนาอุทธรณ์ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ถือเป็นการทิ้งฟ้อง
ศาลชั้นต้นสั่งให้ลูกความส่งสำเนาอุทธรณ์ให้กรมศิลปากรภายใน 15 วัน แต่ลูกความไม่ดำเนินการจนพ้นกำหนดเวลา ศาลอุทธรณ์จึงมีคำสั่งจำหน่ายคดี
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1856/2529กรมศิลปากร ที่ 1กับพวก. ป.วิ.พ. ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์และศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันนั้นว่าให้ผู้ร้องนำส่งสำเนาให้ผู้คัดค้านภายใน 15 วัน ผู้ร้องหรือผู้แทนไม่จัดการนำส่งภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ดังนี้ กรณีเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 70 วรรคท้าย และกำหนดเวลาดังกล่าวก็เป็นเวลาที่สมควรแล้ว การที่ผู้ร้องไม่ดำเนินคดีภายในเวลาดังกล่าวจึงเป็นการทิ้งฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2) ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะจำหน่ายคดีตามมาตรา 132(1) ประกอบด้วยมาตรา 246 แม้ผู้ร้องจะได้เสียค่าใช้จ่ายในการนำส่งสำเนาอุทธรณ์ไว้ล่วงหน้าก็ไม่ทำให้ผู้ร้องหมดหน้าที่ที่จะต้องจัดการนำส่งสำเนาตามคำสั่งของศาลชั้นต้น.ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า กรมศิปากรามีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องทราบว่าอาคารของผู้ร้องมีคุณค่าโดยลักษณะเป็นโบราณสถานตามพระราชบัญญัติโบราณสถานฯ พ.ศ. ๒๕๐๔ กรมศิลปากรจะดำเนินการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานตามกฎหมายต่อไปขอให้ศาลมีคำสั่งให้กรมศิลปากรระงับการกระทำดังกล่าว ผู้คัดค้านทั้งสองคัดค้านว่า กรมศิลปากรยังมิได้ประกาศขึ้นทะเบียนอาคารตามคำร้องเป็นโบราณสถานตามกฎหมาย และผู้ร้องมิได้ใช้สิทธิร้องต่อศาลภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำสั่งให้จำหน่ายคดี ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ปรากฏว่าผู้ร้องยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๒๘ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันว่า 'รับสำเนาให้อธิบดีกรมศิลปากรผู้คัดค้าน โดยให้ผู้ร้องนำส่งภายใน๑๕ วัน' วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๒๘ หัวหน้างานเดินหมายและประกาศของกรมบังคับคดีรายงานว่