ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2557/2529

ประเด็นกฎหมาย

การจ่ายบำเหน็จโดยรู้ตัวว่าไม่มีหน้าที่ต้องจ่าย เป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจหรือไม่

หลักกฎหมาย

การชำระหนี้โดยรู้ตัวว่าไม่มีหน้าที่ต้องชำระ เป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจตาม ป.พ.พ. ม. 407 ผู้ชำระไม่มีสิทธิเรียกคืน

คำวินิจฉัย

ยกฟ้องและยกฟ้องแย้ง

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยจ่ายบำเหน็จโดยรู้ตัวว่าไม่มีหน้าที่ต้องจ่าย เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเลิกสัญญาเช่าโรงงาน

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2557/2529นางนพ พรมมีศรี กับพวกโจทก์บริษัทสุรามหาราษฎร จำกัด (มหาชน)จำเลย ป.พ.พ. ม. 407 พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 11 กฎอัยการศึก หลังจากพระราชบัญญัติระงับการนับเวลาราชการทวีคูณในระหว่างเวลาประกาศใช้กฎอัยการศึกตามคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 พ.ศ. 2519 ออกใช้บังคับแล้ว จำเลยก็ยังยึดมั่นในความเห็นของตนตลอดมาว่า จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินบำเหน็จโดยคำนวณเวลาทำงานทวีคูณให้แก่พนักงานและคนงานของจำเลยทั้งยังได้โต้แย้งตลอดมา ดังนั้น การที่จำเลยเห็นว่าหากจำเลยไม่ยอมปฏิบัติตามคำชี้ขาดของคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทที่สั่งให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จโดยคำนวณเวลาทำงานทวีคูณให้แก่พนักงานและคนงานแล้วก็อาจเป็นสาเหตุให้กระทรวงอุตสาหกรรมเลิกสัญญาเช่าโรงงานสุราบางยี่ขันกับจำเลย ทำให้จำเลยต้องเสียหายเป็นเงินจำนวนมากนั้น จึงเป็นเรื่องที่จำเลยคาดคิดเอาเองเป็นส่วนตัวและไม่แน่นอน เมื่อจำเลยได้จ่ายเงินบำเหน็จโดยรวมเวลาทำงานทวีคูณให้แก่โจทก์ไปแล้วกรณีเป็นเรื่องที่จำเลยกระทำการชำระหนี้ตามอำเภอใจโดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 จำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกเงินบำเหน็จคืนจากโจทก์ได้.โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าสิบหกเป็นลูกจ้างประจำของจำเลยและเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานโรงงานสุราบางยี่ขัน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๔ จำเลยกับสหภาพแรงงาน ฯ ได้ทำบันทึกข้อความตกลงเกี่ยวกับสหภาพการจ้างไว้ต่อกันว่าการจ่ายเงินบำเหน็จตัดตอนเป็นรายปี จำเลยจะจ่ายให้ในแต่ละปีเท่ากับเงินเดือนสุดท้ายในปีนั้น ในปีใดทางราชการประกาศกฎอัยการศึกลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จเท่ากับเงินเดือน ๒ เดือนสุดท้ายขอ