ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจฟ้องคดีละเมิดแทนหน่วยราชการส่วนกลางที่เป็นผู้เสียหายโดยตรงหรือไม่
ประกาศคณะปฏิวัติที่กำหนดอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัดเท่านั้น ไม่ให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดดำเนินการแทนหน่วยราชการส่วนกลางที่เป็นผู้เสียหายโดยตรง
พิพากษายืน ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 (ผู้ว่าราชการจังหวัด) เนื่องจากไม่มีอำนาจฟ้อง
เจ้าหน้าที่เบิกเงินงบประมาณของสำนักงานศึกษาธิการอำเภอ (ส่วนกลาง) ไปโดยมิชอบ ผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาแต่ไม่ใช่เจ้าของงบประมาณร่วมฟ้องคดีละเมิด
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5218/2537สำนักงาน ปลัดกระทรวง ศึกษาธิการ กับพวกโจทก์นาง เอมอร ตัน กำเนิด กับพวกจำเลย ป.วิ.พ. ม. 55 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 218 ข้อ 50, ข้อ 51, ข้อ 53 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 310 ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 218 ข้อ 50,51,53 และประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 310 เป็นกฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบบริหารราชการ และกำหนดอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด ในการบริหารราชการส่วนจังหวัดเท่านั้น ไม่ได้ให้อำนาจแก่ ผู้ว่าราชการจังหวัดที่จะเป็นผู้ดำเนินการแทนหน่วยราชการ ในส่วนกลางที่เป็นผู้เสียหายด้วย ดังนั้นเมื่อผู้ว่าราชการจังหวัด โจทก์ที่ 2 ไม่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลย จึงไม่ถูกโต้แย้งสิทธิ ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 28,208.61 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 24 เมษายน 2530 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ส่วนฟ้องโจทก์ที่ 2 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้ยกฟ้อง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1รับราชการตำแหน่งเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี 2 สำนักงานศึกษาธิการอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี อยู่ในสังกัดของโจทก์ที่ 1ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 1 โดยทำการเบิกเงินค่าเช่าบ้านไปโดยไม่มีสิทธิ ทำให้โจทก์ที่ 1 เสียหายเป็นเงิน 28,208.61 บาทกรณีพิพาทนี้นอกจากโจทก์ที่ 1 จะได้ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในเงินจำนวนดังกล่าว โจทก์ที่ 2 ในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรีซึ่งมีจำเลยที่ 1 รับราชการอยู่ได้ร่วมเป็นโจทก์ฟ้องด้วยปัญหาในชั้นฎีกาตามที่โจทก์ทั้งสองฎีกามีเพียงว่าโจทก์ที่ 2มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่