การลงเวลาทำงานไม่ตรงกับความเป็นจริงโดยนายจ้างยอมรับและไม่หักค่าจ้าง ถือเป็นการทุจริตหรือฝ่าฝืนระเบียบกรณีร้ายแรงหรือไม่
การพิจารณาว่ามีการทุจริตหรือฝ่าฝืนระเบียบกรณีร้ายแรง ต้องดูพฤติการณ์รายคดี หากนายจ้างไม่ถือเป็นเรื่องสำคัญ ไม่หักค่าจ้าง และยอมรับการลงเวลา มิใช่การทุจริตหรือกรณีร้ายแรง
พิพากษายืน ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ จำนวน 22,500 บาท และยกคำขออื่น
ลูกจ้างลงเวลาทำงานมากกว่าที่ทำงานจริง แต่ผู้ควบคุมงานลงชื่อกำความถูกต้องทุกวัน และนายจ้างไม่หักค่าจ้างจากการมาสายหรือกลับก่อนเวลา
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5959/2537นาง สุมาลี บุญ สม ยาโจทก์องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพจำเลย ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47(1), ข้อ 47(4) ตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ลูกจ้างจะต้องมาทำงานระหว่าง 8 นาฬิกา ถึง 17 นาฬิกา การที่ลูกจ้างลงเวลาทำงานไว้ว่าได้มาทำงานและเลิกงานตามเวลาดังกล่าว โดยมีลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ควบคุมการทำงานลงชื่อกำกับความถูกต้องในช่องหมายเหตุทุกวัน แสดงว่านายจ้างไม่ได้ถือว่าการลงเวลามาทำงานและเลิกงานเป็นสาระสำคัญ แม้จะลงเวลาไม่ตรงกับความเป็นจริงผู้ควบคุมการทำงานลูกจ้างก็ลงชื่อกำกับความถูกต้องให้ ไม่ปรากฏว่า ลูกจ้างถูกหักค่าจ้างจากการมาทำงานสายและเลิกงานก่อนเวลา จึงมิใช่เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในกรณีที่ร้ายแรง และการกระทำดังกล่าวก็ไม่ถือว่าเป็นการทุจริตต่อหน้าที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า การเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์เสียหาย ระหว่างโจทก์ทำงานกับจำเลยจำเลยจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมายเป็นเงิน 3,060 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 22,500 บาทสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 3,250 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 37,500 บาท ค่าจ้างส่วนที่ค้างเพราะจ่ายต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ 3,060 บาทจำเลยให้การว่า จำเลยจ้างโจทก์ให้ทำหน้าที่ทำความสะอาดรถยนต์โดยสารประจำทาง จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์มักมาปฏิบัติหน้าที่สายกว่าเวลาที่กำหนดและเลิกงานกลับบ้านก่อนเวลาที่กำหนดบางครั้งขาดงานติดต่อกันหลายวัน จำเลยตักเตือนแล้ว แต่โจทก์จงใจขัดคำสั่งและละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งเป็นอาจิณ ละทิ้งงานไปก่อนกำหนดเวลาแต่ปกปิ