ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1385/2530

ประเด็นกฎหมาย

การพิจารณาให้รอการลงโทษแก่จำเลยที่มีความรู้แต่หลีกเลี่ยงการฟังคำพิพากษาและหลบหนี

หลักกฎหมาย

แม้จำเลยจะเป็นผู้มีความรู้แต่หากหลีกเลี่ยงการฟังคำพิพากษาและหลบหนี ไม่มาศาลจนกว่าจำเลยอื่นพ้นโทษแล้ว แสดงว่าไม่คำนึงถึงความสูญเสียของส่วนรวม จึงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ

คำวินิจฉัย

พิพากษายืน

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยเป็นนิติศาสตร์บัณฑิต หลีกเลี่ยงการฟังคำพิพากษา ศาลออกหมายจับแต่หลบหนีจนจำเลยอื่นพ้นโทษแล้ว น้ำหนักบรรทุกเกินกำหนด 6,100 กก.

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1385/2530พนักงานอัยการประจำ ศาลแขวงอุดรธานีโจทก์นายโชค กาวิจิตร กับพวกจำเลย ป.อ. ม. 56 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 295 จำเลยขอรอการลงโทษ โดยอ้างว่าเป็นนิติศาสตร์บัณฑิตและกำลังศึกษาอยู่ในสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา หากต้องรับโทษจำคุกจะเป็นการตัดอนาคตในการรับราชการโดยเฉพาะในสถาบันที่ทรงความยุติธรรมที่จำเลยใฝ่ ฝันนั้น ปรากฏพฤติการณ์ของจำเลยว่า ได้ทำสัญญาประกันตนเองไว้ต่อศาลชั้นต้น แล้วหลีกเลี่ยงไม่มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ตามหมายเรียกจนกระทั่งศาลชั้นต้นต้องสั่งปรับตามสัญญาประกันและออกหมายจับ เมื่ออ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ลับหลังจำเลยและออกหมายจับมารับโทษตามคำพิพากษาไว้จนจำเลยอื่นรับโทษจำคุกและพ้นโทษไปแล้วก็ยังไม่ได้ตัวจำเลยมาศาล ทั้งจำเลยได้ใช้ให้บุคคลอื่นกระทำความผิดด้วยการนำรถยนต์บรรทุกซึ่งมีน้ำหนักรถยนต์และน้ำหนักบรรทุกรวมกันเกินกว่าที่ทางการกำหนดถึง 6,100 กิโลกรัม มาเดินบนทางหลวงแผ่นดิน เป็นการทำความเสียหายแก่ทางหลวงแผ่นดินและมีผลเป็นการทำลายเศรษฐกิจของชาติจำเลยเป็นคนมีความรู้ แต่ก็มิได้คำนึงถึงความสูญเสียของส่วนรวมดังกล่าว จึงไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำเลย.โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ได้นำรถยนต์บรรทุกซึ่งมีน้ำหนักรถยนต์และน้ำหนักบรรทุกเกินกว่าอัตราที่ทางการกำหนดมาเดินบนทางหลวงแผ่นดินอันเป็นการฝ่าฝืนประกาศผู้อำนวยการทางหลวงแผ่นดินลงวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๑๙ และจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นนายจ้างจำเลยที่๑ ได้ใช้จ้างวานจำเลยที่ ๑ ให้กระทำผิดดังกล่าว ขอให้ลงโทษตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๙๕ ลงวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๑๕ ข้อ ๕๖,๘๓ ประกาศผู้อำนวยการทางหลวงแผ่นดิน ลงวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๑๙ ข้อ ๔ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๔ จำเลยทั้งสองให้ก