ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6273/2537

ประเด็นกฎหมาย

การอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาที่ศาลชั้นต้นไม่รับวินิจฉัย มีผลเป็นการโต้แย้งคำสั่งตามมาตรา 226(2) ได้หรือไม่

หลักกฎหมาย

แม้การอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาจะไม่มีผลเป็นอุทธรณ์เพราะต้องห้ามตามกฎหมาย แต่หากผู้ยื่นได้โต้แย้งข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้นไว้ด้วย ย่อมมีผลเป็นการโต้แย้งคำสั่งระหว่างพิจารณาตามมาตรา 226(2) ทำให้สามารถอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายได้

คำวินิจฉัย

พิพากษายืน

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ขาดนัดสืบพยานโดยไม่ได้แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลสั่งขาดนัดและเลื่อนนัดจำเลย โจทก์ยื่นคำร้องขอพิจารณาใหม่โดยอ้างว่าเสมียนทนายบอกเวลาผิด ศาลอนุญาตเพราะมิได้จงใจขาดนัดและยังมิได้จำหน่ายคดี จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้พิจารณาใหม่ แต่ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์เพราะต้องห้าม

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6273/2537นาย ประเสริฐ เสือ เอกโจทก์นางสาว ธัญญา สิ้ม สมบูรณ์จำเลย ป.วิ.พ. ม. 197 วรรคสอง, ม. 201, ม. 205, ม. 226, ม. ตาราง 2, วันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ไม่ไปศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องหรือขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาและให้เลื่อนไปนัดสืบพยานจำเลย ในวันเดียวกันโจทก์ยื่นคำร้องว่าไม่ได้จงใจขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้พิจารณาใหม่ จำเลยอุทธรณ์คำสั่งว่า จำเลยไม่เห็นด้วยกับข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้พิจารณาคดีโจทก์ใหม่ เพราะโจทก์จงใจขาดนัดและต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 201 แม้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวจะไม่มีผลเป็นอุทธรณ์เพราะต้องห้ามตามกฎหมาย แต่ก็มีผลเป็นการโต้แย้งคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(1) แล้วจำเลยจึงอุทธรณ์ในปัญหาข้อนี้ได้ ศาลนัดสืบพยานโจทก์เวลา 9.00 นาฬิกา แต่โจทก์และทนายโจทก์มาศาลในวันนัดเวลาประมาณ 12.30 นาฬิกา เนื่องจากเสมียนทนายโจทก์บอกเวลานัดของศาลแก่ทนายโจทก์ผิดไปเป็นเวลา 13.30 นาฬิกา ทั้งตามคำร้องขอพิจารณาใหม่ โจทก์และทนายโจทก์ได้ลงชื่อในคำร้องที่ยื่นต่อศาลในวันเดียวกันแสดงว่าโจทก์และทนายโจทก์ไปศาลในวันนัดจริง แต่ไปไม่ตรงตามเวลาเพราะเสมียนทนายบอกเวลานัดพิจารณาคลาดเคลื่อนโจทก์จึงมิได้จงใจขาดนัดพิจารณาและเมื่อศาลชั้นต้นไม่ได้มีคำสั่งจำหน่ายคดี จึงไม่ต้องห้ามที่โจทก์จะขอให้พิจารณาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 201 ประเด็นข้อพิพาทมีว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์กับเจ้าของรวมหรือเป็นของจำเลยเท่านั้น ศาลจึงไม่ต้องรับฟังเอกสารสำเนาภาพถ่ายโฉนดที่ดินของโจทก์กับเจ้าของรวม และหนังสือให้ความยินยอมขอ