ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2682 - 2683/2530

ประเด็นกฎหมาย

การปิดประกาศสำเนาพระราชกฤษฎีกาไม้หวงห้ามในท้องที่เกิดเหตุหนึ่งถือว่ามีผลในท้องที่อื่นหรือไม่ และการฟ้องสองสำนวนในความผิดต่างกรรมกันเป็นการฟ้องซ้ำหรือไ

หลักกฎหมาย

การปิดประกาศสำเนาพระราชกฤษฎีกาไม้หวงห้าม ณ ที่ว่าการอำเภอหรือที่ทำการกำนันในท้องที่เกิดเหตุแห่งหนึ่ง ถือว่าได้ปิดประกาศในท้องที่ซึ่งเกี่ยวข้องตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ มาตรา 5 แล้ว ส่วนการฟ้องสองสำนวนในความผิดต่างกรรมกัน ศาลสั่งรวมพิจารณาไม่ได้หมายความว่าศาลพิพากษาเสร็จเด็ดขาด จึงไม่เป็นการฟ้องซ้ำ

คำวินิจฉัย

พิพากษากลับให้บังคับคดีลงโทษจำเลยทั้งสามไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยถูกฟ้องสองสำนวนในความผิดต่างกรรมกันเกี่ยวกับการมีและเคลื่อนย้ายไม้ชาเรียน (ทุเรียนป่า) ซึ่งเป็นไม้หวงห้าม โดยมีการปิดประกาศสำเนาพระราชกฤษฎีกาในท้องที่เกิดเหตุแห่งหนึ่ง แต่ไม่ปรากฏชัดเจนว่าเหตุเกิดที่ตำบลใด

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2682 - 2683/2530พนักงานอัยการจังหวัดชุมพรโจทก์นายจรงค์ อุดมดี กับพวกจำเลย ป.วิ.อ. ม. 25, ม. 39 (4), ม. 158 (5) พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 5 พ.ร.ฎ.กำหนดไม้หวงห้าม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2510 โจทก์ระบุในฟ้องว่าเหตุเกิดที่ตำบลใดไม่ปรากฏชัด อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี และตำบลดอนยาง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร เมื่อได้ปิดประกาศสำเนาพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม (ฉบับที่2) พ.ศ.2510 ซึ่งกำหนดไม้ชาเรียน หรือทุเรียนป่าเป็นไม้หวงห้าม ณ ที่ว่าการอำเภอปะทิวและที่ทำการกำนัน ตำบลดอนยาง อันเป็นที่เกิดเหตุแห่งหนึ่งแล้ว ถือได้ว่าได้มีการปิดประกาศสำเนาพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้ามดังกล่าวในท้องที่ซึ่งเกี่ยวข้องตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 5 แล้ว โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 สองสำนวนในความผิดต่างกรรมกันศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณา มิใช่กรณีศาลพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยอีกในการกระทำอันเดียวกัน จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการฟ้องซ้ำ.คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกัน โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่าจำเลยได้ร่วมกันมีไม้ชาเรียนหรือทุเรียนป่า ๗ ท่อน รวมปริมาตร ๑๓.๔๖ ลูกบาศก์เมตร และ ๘ ท่อน รวมปริมาตร ๑๗.๘๒ ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามไว้ในความครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย โดยจำเลยที่ ๓ เป็นเจ้าของและครอบครองร่วมกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ แล้วจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ใช้รถยนต์สิบล้อบรรทุกไม้หวงห้ามดังกล่าวพาเคลื่อนที่ไปให้พ้นเขตอำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อไปยังกรุงเทพมหานคร โดยรู้อยู่แล้วว่าไม้ดังกล่าวเป็นไม้ที่จำเลยที่ ๓ ได้มาโดยการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ เหตุเกิดที่ตำบลใดไม่ปรากฏชัด