ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3524/2530

ประเด็นกฎหมาย

เงินบำเหน็จพิเศษที่บันทึกเข้าบัญชีแต่ห้ามเบิกระหว่างเป็นพนักงาน ถือเป็นรายจ่ายได้หรือไม่

หลักกฎหมาย

เงินที่บันทึกบัญชีแต่ยังมิได้จ่ายจริงและห้ามเบิกถอนถือเป็นเงินสำรองตามมาตรา 65 ตรี (1) ไม่ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

คำวินิจฉัย

พิพากษายืน ยกคำร้องขอเพิกถอนการประเมินและงดลดเงินเพิ่ม

ข้อเท็จจริงสำคัญ

ธนาคารออกระเบียบเงินบำเหน็จพิเศษโดยบันทึกบัญชีแต่ห้ามเบิกจนกว่าจะลาออก โอนเข้าบัญชีประกันตัวและบัญชีฝากประจำ ไม่จ่ายเป็นเงินสด

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3524/2530ธนาคารกสิกรไทย จำกัดโจทก์กรมสรรพากรจำเลย ป.รัษฎากร ม. 65 ตรี (1), ป.วิ.พ. ม. 142, ม. 172ตามระเบียบสำหรับพนักงานของโจทก์ เงินบำเหน็จพิเศษไม่มีลักษณะเป็นกองทุนเพราะมิได้มีการจัดตั้งกองทุน ทั้งไม่มีลักษณะเป็นการจ่ายสมทบเนื่องจากมิได้มีการหักเงินเดือนจากพนักงานมาสมทบ แต่เงินบำเหน็จพิเศษนี้ก็เป็นเงินที่โจทก์ยังมิได้จ่ายให้แก่พนักงานเพราะมีระเบียบห้ามมิให้พนักงานถอนเงินจำนวนนี้ในระหว่างที่เป็นพนักงานอยู่ การบันทึกโอนเงินจากบัญชีสำรองจ่ายเงินบำเหน็จพิเศษเมื่อครบ 6 เดือน มาเข้าบัญชีเงินประกันตัวพนักงานและบันทึกโอนต่อเข้าบัญชีเงินฝากประจำของพนักงานจึงมีผลเท่ากับเป็นการตั้งบัญชีสำรองจ่ายเงินบำเหน็จพิเศษไว้โดยมิได้มีการจ่ายจริง เงินบำเหน็จพิเศษจึงมีลักษณะเป็นเงินสำรองต่าง ๆ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (1) ซึ่งบัญญัติมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ เมื่อคำบรรยายฟ้องของโจทก์ ได้ขอให้ศาลพิจารณางดหรือลดเงินเพิ่มไว้แล้ว ถึงแม้จะมิได้นำมากล่าวในคำขอท้ายฟ้องอีก ก็ถือได้ว่าโจทก์ขอให้ศาลงดหรือลดเงินเพิ่มด้วย.โจทก์ฟ้องว่า เจ้าพนักงานประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของจำเลยได้ออกหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ๑๐๓๗/๒/๐๓๙๓๑แจ้งว่า ในรอบระยะเวลาบัญชี ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๒๒ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๒๒ โจทก์ได้นำรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา ๖๕ ทวิ, ๖๕ ตรี แห่งประมวลรัษฎากรมาเป็นรายจ่ายเป็นจำนวนเงิน ๓๖,๙๘๔,๔๘๐.๐๗ บาท คิดเป็นเงินภาษีที่จะต้องชำระ ๑๓๒,๓๐๐,๘๔๔.๐๙ บาท แต่โจทก์ชำระภาษีไว้แล้ว ๑๒๑,๒๐๕,๕๐๐.๑๕ บาท จึงให้โจทก์นำเงินภาษีเงินได้นิติบุคคล จำนวน ๑๑,๐๙๕,๓๔๔.๐๕ บาท กับเงินเพิ่ม ๒,๒๑๙,๐๖๘.๘๑ บาท รวมเป็นเงิน ๑๓,๓๑๔,๔๑๒.๘๖ บาท ไปชำระ โจ