ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1899/2531

ประเด็นกฎหมาย

การตีความคำว่า 'ฟองน้ำเทียม' ในพระราชกฤษฎีกาภาษีการค้า ครอบคลุมเฉพาะวัสดุหรือรวมถึงสินค้าที่ผลิตจากวัสดุนั้น

หลักกฎหมาย

คำว่า 'ฟองน้ำเทียม' ในพระราชกฤษฎีกาหมายถึงตัววัสดุเอง ไม่รวมถึงสินค้าสำเร็จรูปที่ผลิตจากฟองน้ำเทียม เพราะผู้ผลิตสินค้าสำเร็จรูปไม่ใช่ผู้ผลิตฟองน้ำเทียมซ้ำ และกฎหมายแยกการลดภาษีที่นอน/หมอนเฉพาะที่ยัดปุยนุ่นไว้ชัดเจน

คำวินิจฉัย

พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์จ้างผลิตฟองน้ำเทียมแล้วนำผ้ามาเย็บหุ้มเป็นที่นอนและหมอน ขายในอัตรา 1.5% เจ้าพนักงานประเมินประเมินในอัตรา 7% โดยอ้างว่าเป็นสินค้าจากพลาสติกหรือฟองน้ำเทียมตามบัญชีที่ 1

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1899/2531บริษัทดันล้อปไทยแลนด์ จำกัดโจทก์กรมสรรพากร กับพวกจำเลย ป.รัษฎากร ม. 78 พ.ร.ฏ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นภาษีการค้า (ฉบับที่ 54) พ.ศ.2517 สินค้าที่นอนและหมอนของโจทก์ซึ่งผลิตจากฟองน้ำเทียม ไม่ใช่สินค้าอื่น ๆ เครื่องมือ เครื่องใช้ เฉพาะที่ผลิตจากพลาสติกตามบัญชี 1 หมวด 9 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นภาษีการค้า (ฉบับที่54) พ.ศ. 2517 เพราะสินค้าที่นอนและหมอนกฎหมายได้บัญญัติไว้แล้วในบัญชีที่ 2 หมวด 2 เพียงแต่กฎหมายในขณะพิพาทประสงค์ลดภาษีเฉพาะที่นอนและหมอนที่ยัดปุยนุ่นหรือปุยจากต้นไม้อย่างอื่น ดังนั้นสินค้าของโจทก์จึงไม่อยู่ในบัญชีใด ๆ ท้ายพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ฟองน้ำเทียมตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวย่อมหมายถึงฟองน้ำเทียมโดยตัวเอง หาได้มีความหมายรวมถึงสิ่งของที่ผลิตเป็นสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งขึ้นโดยใช้ฟองน้ำเทียมเป็นส่วนประกอบด้วยไม่ เพราะมิฉะนั้นจะกลายเป็นว่าผู้ผลิตฟองน้ำเทียมซึ่งถือเป็นผู้ผลิตสินค้าอันจะต้องเสียภาษีการค้าในฐานะผู้ผลิตอยู่แล้ว เมื่อโจทก์นำฟองน้ำเทียมมาผลิตสินค้าเป็นที่นอนและหมอน ย่อมเห็นได้ชัดว่าโจทก์ย่อมไม่ใช่ผู้ผลิตฟองน้ำเทียมซ้ำอีก.โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จ้างบริษัทบางกอกโฟม จำกัด ผลิตฟองน้ำให้แล้วโจทก์นำผ้ามาเย็บเป็นปลอกหรือซื้อปลอกมาหุ้มทำเป็นที่นอนและหมอน โดยเสียภาษีการค้าในอัตราร้อยละ ๑.๕ ของรายรับ เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินให้โจทก์เสียภาษีการค้าปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ถึง ๒๕๒๒ ในอัตราร้อยละ ๗ ของรายรับเป็นเงินค่าภาษีรวม ๑๒,๗๕๔,๘๘๑.๑๘ บาท ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ จำเลยให้การว่าการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบแล้ว ศาลชั้นต้นพิพ