การคุมขังเพื่อเนรเทศผู้เคยได้สัญชาติไทยโดยการเกิดเป็นการคุมขังโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
พระราชบัญญัติการเนรเทศ พ.ศ. 2499 มาตรา 5 วรรคสอง ห้ามมิให้เนรเทศผู้ที่เคยได้สัญชาติไทยโดยการเกิด แม้จะถูกเพิกถอนสัญชาติตามประกาศคณะปฏิวัติ การคุมขังเพื่อเนรเทศจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย การหลบหนีจากการคุมขังโดยมิชอบจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 190
พิพากษายืนคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ยกฟ้อง
จำเลยเกิดในไทยได้สัญชาติไทยโดยการเกิด แต่ถูกเพิกถอนสัญชาติตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 เจ้าพนักงานจับกุมและคุมขังเพื่อรอการเนรเทศ จำเลยหลบหนีจากการคุมขัง
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2243/2531พนักงานอัยการ ประจำศาลแขวงอุบลราชธานีโจทก์นายทาโง หรือทวี แซ่โง้ว หรือแซ่โค้วจำเลย ป.อ. ม. 190 พ.ร.บ.การเนรเทศ พ.ศ.2499 ม. 5 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 จำเลยเคยได้สัญชาติไทยโดยการเกิด ต่อมาจำเลยถูกเพิกถอนสัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 จึงไม่อาจเนรเทศจำเลยได้ตามพระราชบัญญัติการเนรเทศ พ.ศ. 2499 มาตรา 5 วรรคสอง ดังนี้ การที่เจ้าพนักงานคุมขังจำเลยไว้เพื่อการเนรเทศจึงเป็นการคุมขังไว้โดยไม่ชอบ เมื่อจำเลยหลบหนีไประหว่างการคุมขังดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 190โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นคนต่างด้าวสัญชาติเวียตนาม ถูกคุมขังเพื่อรอการส่งตัวออกไปนอกราชอาณาจักร (เนรเทศ) จำเลยหลบหนีไป ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๙๐ จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นคนต่างด้าวเนื่องจากถูกถอนสัญชาติไทยจำเลยเคยได้สัญชาติไทยโดยการเกิดมาก่อน จึงไม่อาจถูกเนรเทศได้ การคุมขังไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ฟังมาว่าจำเลยเป็นบุตรคนญวนซึ่งอพยพเข้ามาในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๘ จำเลยเกิดที่อำเภอเมืองอุบลราชธานีเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๕ และถูกถอนสัญชาติไทยโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๓๗ เจ้าพนักงานตรวจคนเข้าเมืองเห็นว่า จำเลยถูกถอนสัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าวจึงจับตัวจำเลยส่งไปคุมขังไว้ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอพิบูลมังสาหารเพื่อรอการส่งตัวออกไปนอกราชอาณาจักรโดยเห็นว่าจำเลยเป็นคนสัญชาติเวียตนาม จำเลยได้หลบหนีไปจากที่คุมขังดังกล่าว โจทก์จึงฟ้องจำเลยคดีนี้ ปัญหาว่าจำเลยได้กระทำความผิดดังโจทก์ฟ้องหรือไม่นั้น จำต้องวินิจฉัยเสียก่อ