การขายที่ดินแบ่งแปลงเพื่อหากำไรเข้าข่ายการค้าที่ต้องเสียภาษีหรือไม่
การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้ามีหน้าที่เสียภาษี โดยกฎหมายก่อนปี 2502 พิจารณาจากค่ารายปีสถานที่ แต่หลังปี 2502 ไม่ต้องคำนึงค่ารายปี เพียงถือรายรับคำนวณภาษี
พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ยืนตามศาลชั้นต้น ให้โจทก์เสียภาษีการค้าและภาษีเทศบาล
โจทก์ซื้อที่ดิน 39 ไร่ แบ่งแปลง ตัดถนนคอนกรีตต่อไฟฟ้า/น้ำประปา แล้วขาย 20 แปลงต่อเนื่อง 8 ปี ได้กำไรสูง ชัดเจนว่าเป็นการค้าหากำไร
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 377/2511นางสาวบุศยา คุณวิศาลโจทก์กรมสรรพากร ที่ 1 กับพวกรวม 5 คนล. พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.รัษฎากร (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2508 การขายอสังหาริมทรัพย์ในทางการค้าก่อนวันที่ 5 พฤศจิกายน2502 ต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร(ฉบับที่ 10) พ.ศ.2496 มาตรา 40. ซึ่งต้องคำนึงถึงค่ารายปีของสถานที่ประกอบการค้าและเสียภาษีตามยอดเงินรายรับส่วนการค้าตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2502 ตลอดมา ต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่16) พ.ศ.2502 มาตรา 38 จึงไม่ต้องคำนึงถึงค่ารายปีหรือจำนวนเงินซึ่งสถานการค้าสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่งๆนั้นอีก โจทก์ซื้อที่ดินเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2485 จำนวน6 โฉนด เนื้อที่ 39 ไร่ ราคา 113,996 บาท. ต่อมาปีเศษ โจทก์ยื่นคำร้องขอรวมที่ดินทั้งหมดนี้เข้าเป็นแปลงเดียวกัน เมื่อเจ้าพนักงานจัดทำให้เสร็จแล้ว ได้ขอแบ่งแยกเป็นที่ดินแปลงย่อยๆ รวม 24 แปลง โจทก์ตัดถนนผ่านที่ดินกว้าง 10 เมตร เป็นถนนคอนกรีตทำเสร็จเมื่อ พ.ศ.2496 และได้ขอต่อไฟฟ้าและน้ำประปาเข้าที่ดินทั้งหมดและในปี พ.ศ.2496 นี้ ได้เริ่มขายที่ดินแปลงย่อย ๆ จนถึง พ.ศ.2504 จำนวน 20 แปลงเป็นเงิน 7,831,803 บาท ตามพฤติการณ์เช่นนี้แสดงว่า โจทก์ประกอบธุรกิจการค้าหากำไรจึงมีหน้าที่เสียภาษีการค้าและภาษีเทศบาลโจทก์ฟ้องว่า เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕ โจทก์ได้ซื้อที่ดินรวม ๖ โฉนดเนื้อที่ ๓๙ ไร่ราคา ๙๓,๐๐๐ บาท โจทก์จำเป็นต้องใช้เงิน จึงแบ่งขายที่ดินเป็นแปลง ๆ ด้วยเงินสด เริ่มแต่ พ.ศ. ๒๔๙๖-๒๕๐๔ โจทก์ขายที่ดินประมาณ ๓๐ ไร่เศษ เหลืออีกประมาณ ๖ ไร่ โจทก์เห็นว่าเป็นการขายของเดิมจึงไม่ต้องเสียภาษีการค้าและภาษีเทศบาล เจ้าหน้าที่สรรพากรให้โจทก์เสียภาษี โจทก์ได้อุทธรณ์ว่า