ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1292/2514

ประเด็นกฎหมาย

1. การถอนสัญญาค้ำประกันมีผลหรือไม่ 2. การโอนสิทธิตามประทานบัตรเกิดขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยต้องชำระค่าอากรค้างก่อน 3. อำนาจฟ้องของโจทก์เมื่อไม่ม

หลักกฎหมาย

1. การถอนสัญญาค้ำประกันที่ทำในวันเดียวกับที่ทำสัญญา ไม่ถือว่ามีผลถอนการค้ำประกัน 2. การโอนสิทธิหน้าที่ตามสัญญาผูกขาดไม่เกิดขึ้น หากผู้โอนมิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการชำระค่าอากรที่ค้างอยู่ก่อน 3. ในจังหวัดที่ไม่มีประมงจังหวัด สรรพากรจังหวัดมีอำนาจร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดลงลายมือชื่อแทนกระทรวงเกษตรใ

คำวินิจฉัย

พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินอากรและค่าปรับพร้อมดอกเบี้ย

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยที่ 1 ได้รับประทานบัตรผูกขาดเก็บฟองเต่าและฟองกระทะเล แต่ไม่ชำระค่าอากรครบและไม่ได้ปล่อยลูกสัตว์ตามสัญญา จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันแต่บอกเลิกในวันเดียวกัน จำเลยที่ 1 โอนสิทธิให้นายสนิท โดยยังไม่ได้ชำระค่าอากรค้าง โจทก์คือกระทรวงเกษตร โดยผู้ว่าราชการจังหวัดและสรรพากรจังหวัดลงนามในสัญญาผูกขาดโดยไ

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1292/2514กระทรวงเกษตร โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ผู้รับมอบอำนาจโจทก์นายจู่ ผิวล่อง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คนจำเลย ป.พ.พ. ม. 798 กฎกระทรวง ฉบับที่ 8 (พ.ศ.2490) ออกตามความในพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2490 ม. 10ประกาศกระทรวงเกษตรเรื่องแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 (ประกาศ ณ วันที่ 28 ธันวาคม 2502) ในจังหวัดที่ไม่มีประมงจังหวัด สรรพากรจังหวัดมีอำนาจร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดลงลายมือชื่อแทนกระทรวงเกษตรในสัญญาผูกขาดเก็บฟองเต่าและฟองกระทะเลตามกฎกระทรวงและประกาศกระทรวงเกษตรไม่ต้องมีใบมอบอำนาจต่างหากอีก เมื่อผู้ผูกขาดผิดสัญญา กระทรวงเกษตรย่อมมีอำนาจฟ้องโจทก์ฟ้องว่า เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ จำเลยที่ ๑ ได้รับประทานบัตรจากผู้ว่าราชการจังหวัดผู้แทนโจทก์ ให้จำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีสิทธิเก็บฟองเต่าและกระทะเลแต่ผู้เดียวในหมู่เกาะอาดัง เกาะราวี และเกาะลิเป๊ะ ตั้งแต่วันที่ ๙ กันยายน ๒๕๐๕ ถึง วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๐๘ รวม ๓ ปี ในการผูกขาดนี้จำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญายอมชำระเงินอากรในการผูกขาดให้โจทก์ปีละ ๔,๓๓๓.๓๔ บาท รวมเป็นเงิน ๒๕,๐๐๐ บาท โดยชำระปีละ ๓ งวด โดยจำเลยที่ ๑ สัญญาเพาะและปล่อยลูกเต่าทะเล ลูกกระทะเล ๙,๐๐๐ ตัว หากไม่ปฏิบัติตามให้ปรับตัวละ ๑๐ บาท จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันต่อมาจำเลยที่ ๑ ชำระค่าอากร ๒ งวด นอกนั้นไม่ชำระเลยทั้งยังผิดสัญญาไม่ได้ปล่อยลูกเต่าทะเล ลูกกระทะเล ๓,๑๔๐ ตัว จะเสียค่าปรับ ๓๑,๔๐๐ บาท ค้างอากร ๑๙,๔๒๕ บาท รวมทั้งดอกเบี้ยร้อยละ ๑๐ ถึงวันฟ้อง ๕,๘๐๒.๑๘ บาท เมื่อรวมกับค่าปรับแล้วเป็นเงินที่จำเลยที่ ๑ ต้องชำระ ๕๖,๖๒๗.๑๘ บาท โจทก์ทวงถามจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ชำระ ขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสอง