ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1096/2515

ประเด็นกฎหมาย

ศาลสามารถพิพากษาลงโทษเกินอัตราโทษที่โจทก์บรรยายในฟ้องได้หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงในการพิจารณาแสดงว่ามีการใช้อาวุธปืน

หลักกฎหมาย

ศาลไม่สามารถพิพากษาลงโทษจำเลยเกินกว่าที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง แม้ข้อเท็จจริงในการพิจารณาจะแสดงว่ามีการใช้อาวุธปืนซึ่งมีอัตราโทษสูงกว่าก็ตาม

คำวินิจฉัย

พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานปล้นทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง โดยกำหนดโทษจำคุกคนละ 12 ปี และลดโทษจำเลยที่ 1 คงจำคุก 8 ปี

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ฟ้องจำเลยฐานปล้นทรัพย์โดยบรรยายว่าใช้ปืนขู่ฆ่า (มาตรา 340 วรรคสอง) แต่ศาลชั้นต้นและอุทธรณ์พิพากษาโทษ 20 ปี ซึ่งสอดคล้องกับกรณีใช้อาวุธปืนยิงขู่ (มาตรา 340 วรรคสี่) ศาลฎีกาเห็นว่าต้องห้ามลงโทษเกินฟ้อง

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • มาตรา ๓๔๐พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1096/2515พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรีโจทก์นายรส วงษ์ปาน ที่ 1 นายชาญ หรือสม หรือแป๊ะ ตรีเนตร ที่ 2ล. ป.วิ.อ. ป.อ. ตามฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยทั้งสองกับพวกอีก 2 คนใช้ปืนเป็นอาวุธขู่จะฆ่าผู้เสียหายให้ถึงตายเพื่อสะดวกแก่การลักทรัพย์พาทรัพย์ไป และให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์ แล้วลักทรัพย์ของผู้เสียหายไป อันเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงสิบห้าปี แม้ทางพิจารณาจะได้ความว่าในการปล้นทรัพย์นี้ จำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนยิงขู่ ซึ่งมีอัตราโทษกำหนดไว้ตามวรรคสี่ มาตรา 340 จำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุก 20 ปีศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษเกินไปกว่าที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องได้ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 พิพากษาลงโทษจำเลยเกินไปกว่าที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดีย่อมมีผลถึงจำเลยอื่นที่มิได้ฎีกามาด้วยคดีนี้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดกฎหมายหลายบทหลายกระทง คือ ก. จำเลยที่ ๑ มีอาวุธปืนพกสั้นลูกโม่ ขนาด .๒๒ หนึ่งกระบอกไม่มีเลขหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ กระสุนปืนขนาด .๒๒ ใช้ยิงได้๗ นัด กับปลอกกระสุนปืนขนาด .๒๒ อีก ๒ ปลอก ไว้ในความครอบครองไม่รับอนุญาต ข. จำเลยทั้งสองกับพวกใช้ปืนเป็นอาวุธ ขู่ว่าจะฆ่านายวิจารณ์ หุตะแพทย์นายล้อ แซ่ตั้น และนางสาวแอ๊ดหรือเฉลิมศรี ยามมีสิน ให้ถึงแก่ความตายเพื่อสะดวกแก่การลักทรัพย์พาทรัพย์ไป และเพื่อให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์ แล้วจำเลยทั้งสองกับพวกได้ลักเอาสร้อยคอทองคำ ๑ เส้น พร้อมด้วยจี้ ราคา ๑๗๕ บาท นาฬิกาข้อมือ ๑ เรือน ราคา ๒๒๐ บาท ของนายวิจารณ์ นาฬิกาข้อมือ ๑ เรือนราคา ๖๐๐ บาท ของนายฮ้อ และสร้อยคอทองคำ ๑ เส้น ราคา ๒๘๐ บาท ของนางสาวแอ๊ดหรือ