การตีความคำว่า 'พนักงาน' ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502
องค์การค้าของคุรุสภาเป็นนิติบุคคล ไม่ใช่รัฐ ทุนและทรัพย์สินเป็นของคุรุสภา จึงไม่เข้าข่ายเป็นองค์การของรัฐตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว พนักงานจึงไม่มีความผิดฐานพนักงานทุจริต
พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ยกฎีกาโจทก์ และปฏิเสธคำร้องของจำเลยที่ให้ลดโทษหรือรอการลงโทษ
จำเลยเป็นพนักงานองค์การค้าของคุรุสภา ยักยอกเงิน องค์การค้าตั้งโดยคุรุสภานิติบุคคล ใช้ทุนและทรัพย์สินของคุรุสภา ไม่ใช่ทุนของรัฐ
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2290/2515พนักงานอัยการกรมอัยการโจทก์นายทักษิณ รจนาจำเลย พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 พ.ร.บ.ครู พ.ศ.2488 ม. 4การที่จะถือว่าจำเลยซึ่งเป็นพนักงานขององค์การค้าของคุรุสภาเป็น "พนักงาน" ตามความหมายแห่ง พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502หรือไม่ จะต้องได้ความว่า ทุนทั้งหมดหรือทุนเกินร้อยละห้าสิบขององค์การค้าของคุรุสภาเป็นของรัฐ เมื่องานหรือทุนที่ดำเนินการองค์การค้าของคุรุสภาเป็นของคุรุสภาซึ่งเป็นนิติบุคคล มิใช่เป็นของรัฐ จำเลยจึงไม่เป็น "พนักงาน" ตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติที่กล่าวข้างต้นโจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นพนักงานขององค์การค้าของคุรุสภาตำแหน่งประจำแผนก ทำหน้าที่เก็บเงิน สังกัดแผนกการเงิน ฝ่ายการบัญชีซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีทุนทั้งหมดเป็นของรัฐ จำเลยได้รับมอบใบเสร็จรับเงินขององค์การค้าของคุรุสภาให้ไปเก็บเงินรวม ๕ ฉบับ แล้วจำเลยได้เบียดบังยักยอกเอาเงินที่เก็บมาได้ไว้บางส่วนเป็นจำนวนเงิน ๓๒,๘๑๔ บาทไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต และในการนี้จำเลยได้ทำปลอมสำเนาใบรับเงินดังกล่าว อันเป็นเอกสารสิทธิว่าได้รับเงินน้อยกว่าจำนวนที่รับจริง แล้วจำเลยนำใบเสร็จรับเงินที่ทำปลอมไปใช้แสดงต่อหม่อมจารุวัลย์ สวัสดิวัฒน์ หัวหน้าแผนกการเงินขององค์การค้าของคุรุสภาว่าได้รับเงินตามจำนวนที่ทำปลอมนั้น โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่องค์การค้าของคุรุสภา ฯลฯ หรือประชาชน อันเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกระทง ต่างกรรมต่างวาระ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔, ๒๖๕, ๒๖๘, ๓๔๑พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๔