ศาลแขวงมีอำนาจสั่งงดสืบพยานและยกฟ้องได้หรือไม่ และโจทก์อุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงได้หรือไม่
การสั่งงดสืบพยานของศาลชั้นต้นเป็นดุลพินิจตาม ป.วิ.อ. ม.174 และข้อเท็จจริงเรื่องการหลงเชื่อเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ศาลแขวงที่พิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.ศาลแขวง ม.22
ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ยกฟ้องโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ศาลแขวงสืบพยานโจทก์ 2 ปากแล้วสั่งงดสืบพยานและยกฟ้องโดยเห็นว่าโจทก์รู้ว่าเป็นที่สาธารณะ โจทก์อุทธรณ์ขอให้สืบพยานต่อ ศาลอุทธรณ์ให้สืบพยานต่อ จำเลยฎีกา
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2603/2516พันโทชาติเฉลิม เลขวณิชธรรมวิทักษ์โจทก์นางศรีสว่าง เฮงพัฒน์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คนจำเลย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 , ม. 22 ป.วิ.อ. ม. 174คดีฉ้อโกง การที่ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว สั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วพิพากษายกฟ้อง เป็นการใช้ดุลพินิจตามมาตรา 174 วรรคท้าย แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าจำเป็นต้องสืบพยานต่อไปอีกหรือไม่ เป็นปัญหาข้อเท็จจริง และการที่ศาลชั้นต้นฟังว่า โจทก์มิได้ซื้อที่พิพาทเพราะหลงเชื่อคำหลอกลวงของจำเลยถือไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตหลอกลวงโจทก์ ข้อนี้ก็เป็นปัญหาในข้อเท็จจริงเช่นเดียวกัน เมื่อศาลชั้นต้นที่พิพากษายกฟ้องเป็นศาลแขวงโจทก์จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าว เพราะเป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯโจทก์ฟ้องต่อศาลแขวงว่า จำเลยทั้งสองสมคบกันโดยทุจริตหลอกลวงโจทก์ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของที่ดินซึ่งเป็นที่ดินคั่นระหว่างที่ดินของโจทก์กับซอยวัดไผ่ตัน จำเลยจะปิดกั้นเพื่อมิให้ที่ดินของโจทก์มีทางออกไปสู่ซอยวัดไผ่ตันได้ ให้โจทก์ไปตกลงกับจำเลย โจทก์หลงเชื่อคำหลอกลวงจึงทำสัญญาซื้อส่วนหนึ่งของที่ดินจำเลยและชำระราคากันแล้ว ภายหลังจึงทราบว่าที่ดินที่จำเลยนำมาขายเป็นทางสาธารณะ ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑, ๘๓ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วให้รับประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ได้ ๒ ปากแล้วสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้ววินิจฉัยว่า รูปคดีเป็นเรื่องที่โจทก์ตกลงซื้อที่ดินที่พิพาททั้ง ๆ ที่รู้ว่าเป็นที่สาธารณะ หาใช่เพราะหลงเชื่อคำหลอกลวงของจำเลยทั้งสองไม่จึงข