ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2960/2516

ประเด็นกฎหมาย

เจ้าพนักงานประเมินคนเดียวมีอำนาจประเมินภาษีได้หรือไม่ เมื่อมีกฎกระทรวงใหม่กำหนดให้ประเมินโดยคณะบุคคลสามฝ่าย

หลักกฎหมาย

กฎกระทรวงใหม่ที่กำหนดรูปแบบการประเมินใหม่ มิได้ระบุยกเลิกอำนาจเดิม จึงไม่กระทบต่ออำนาจของเจ้าพนักงานประเมินที่ดำเนินการอยู่ก่อนหน้ากฎกระทรวงใหม่

คำวินิจฉัย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาใหม่ในประเด็นอื่น

ข้อเท็จจริงสำคัญ

ผู้ยื่นรายการยื่นก่อนมีกฎกระทรวงใหม่ กฎกระทรวงใหม่กำหนดให้ประเมินโดย 3 ฝ่าย แต่ไม่ได้ยกเลิกอำนาจผู้ประเมินคนเดียวที่ดำเนินการอยู่

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2960/2516นายจินดา อุดมอักษร ที่ 1 กับพวกรวม 2 คนโจทก์กรมสรรพากร โดยนายหิรัญ สูตบุตร ที่ 1 กับพวกรวม 5 คนจำเลย ป.วิ.พ. ม. 142 (5), ม. 225 ป.รัษฎากร ม. 4 กฎกระทรวง ฉบับที่ 99 (พ.ศ.2497) ออกตามความในประมวลรัษฎากร กฎกระทรวง ฉบับที่ 112 (พ.ศ.2500) ออกตามความในประมวลรัษฎากร กฎกระทรวง ฉบับที่ 119 (พ.ศ.2502) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ป.รัษฎากร ม. 16ปัญหาที่ว่าเจ้าพนักงานของรัฐมีอำนาจกระทำการประเมินภาษีโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับระหว่างที่กฎกระทรวง ฉบับที่ 99 (พ.ศ. 2497) และ 112 (พ.ศ. 2500) ใช้บังคับซึ่งเจ้าพนักงานประเมินภาษีเงินได้เพียงคนเดียวมีอำนาจพิจารณารายการที่ยื่นเพื่อประเมินภาษีเงินได้ ในระหว่างการพิจารณาของเจ้าพนักงานประเมินดังกล่าว มีกฎกระทรวง ฉบับที่ 119 (พ.ศ. 2502) ออกใช้บังคับ กำหนดให้บุคคลสามฝ่ายเป็นเจ้าพนักงานประเมินภาษีเงินได้ แต่กฎกระทรวงฉบับนี้มิได้กล่าวถึงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานประเมินตามกฎกระทรวงฉบับก่อนไว้อย่างใด ดังนั้น ย่อมไม่เป็นเหตุให้อำนาจและหน้าที่ของเจ้าพนักงานประเมินที่มีอยู่แล้วเกี่ยวกับการพิจารณารายการเงินได้พึงประเมินที่ได้ยื่นไว้ก่อนมีกฎกระทรวงฉบับใหม่ใช้บังคับ ต้องยกเลิกเปลี่ยนแปลงไปเจ้าพนักงานประเมินนั้นยังมีอำนาจที่จะประเมินภาษีเงินได้แจ้งจำนวนค่าภาษีที่ต้องชำระไปยังผู้รับประเมินได้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ ประเมินภาษีเงินได้โจทก์และมีคำสั่งเมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๐๙ ให้โจทก์เสียภาษีเงินได้สำหรับปี พ.ศ. ๒๔๙๙ถึง พ.ศ. ๒๕๐๑ เป็นเงิน ๓๕,๓๓๓.๙๙ บาท โจทก์เห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายจ