ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 675/2517

ประเด็นกฎหมาย

การตีความคำว่า 'ค่าจ้าง' ในประกาศกระทรวงมหาดไทยว่ารวมถึง 'เบี้ยเลี้ยง' หรือไม่

หลักกฎหมาย

ต้องตีความคำว่า 'ค่าจ้าง' ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายแต่ละฉบับ โดยประกาศกระทรวงมหาดไทยให้คำนิยามไว้ชัดเจนว่าหมายถึงสินจ้างที่จ่ายให้ลูกจ้าง ไม่ว่าเรียกชื่ออย่างไร จึงรวมเบี้ยเลี้ยงด้วย

คำวินิจฉัย

พิพากษายืน ให้เบี้ยเลี้ยงเป็น 'ค่าจ้าง' ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย และให้โจทก์รับผิดจ่ายค่าทดแทน

ข้อเท็จจริงสำคัญ

ลูกจ้างขับรถบรรทุกน้ำมันเสียชีวิตจากการขับรถเร็ว โจทก์อ้างไม่ต้องจ่ายค่าทดแทนเพราะลูกจ้างจงใจฝ่าฝืนกฎหมาย และอ้างว่าเบี้ยเลี้ยงไม่ใช่ค่าจ้าง

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 675/2517บริษัทเกียรตินันทวัฒน์ จำกัดโจทก์กรมแรงงานจำเลย ป.พ.พ. ม. 4 ป.วิ.พ. ม. 84 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายเงินค่าทดแทนตลอดจนจำนวนเงินค่าทดแทน ฉบับลงวันที่ 20 ธันวาคม 2501 โจทก์ฟ้องว่า ผู้ตายซึ่งเป็นพนักงานขับรถบรรทุกน้ำมันลูกจ้างของโจทก์ ขับรถเร็วเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด จนรถคว่ำถึงแก่ความตาย เป็นการจงใจฝ่าฝืนกฎหมาย โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าทดแทนให้แก่ทายาทของผู้ตาย แต่จำเลยให้การปฏิเสธและต่อสู้ว่า ผู้ตายขับรถโดยประมาทปราศจากความระมัดระวัง มิใช่กระทำโดยจงใจฝ่าฝืนกฎหมาย เพราะไม่มีเหตุผลประการใดที่ผู้ตายจะจงใจกระทำในเรื่องที่มีผลให้ตนต้องถึงแก่ความตาย ดังนี้ เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องนำสืบข้อเท็จจริงตามข้ออ้างในฟ้อง เมื่อโจทก์ไม่นำสืบ ย่อมรับฟังตามที่โจทก์อ้างไม่ได้ ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายเงินค่าทดแทนฯข้อ 3 ให้คำนิยามคำว่า "ค่าจ้าง" ไว้ หมายความถึงสินจ้างที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้าง ไม่ว่าสินจ้างนั้นจะเรียกชื่อหรือคำนวณอย่างไรก็ตามแต่ไม่รวมถึงค่าล่วงเวลาค่าล่วงเวลาในวันหยุด โบนัส หรือผลประโยชน์อย่างอื่นที่มีลักษณะเป็นการสงเคราะห์ลูกจ้าง ผู้ตายเป็นลูกจ้างขับรถบรรทุกน้ำมันของโจทก์ได้รับเงินเดือน ๆ ละ 350 บาทและเบี้ยเลี้ยงถัวเฉลี่ยเดือนละ 957.60 บาท เงินเดือนที่ผู้ตายได้รับนั้นเป็นอัตราที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นค่าจ้างในปัจจุบัน และไม่ได้ส่วนสัดกับงานของพนักงานขับรถบรรทุกน้ำมัน ส่วนเบี้ยเลี้ยงนั้น โจทก์จ่ายให้แก่พนักงานขับรถเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่งโดยคำนวณตามเวลาที่ทำงานให้แก่โจทก์ซึ่งสมควรแก่ปริมาณงานที่ทำ จึงถือได้ว่าเบี้ยเลี้ยงนั้นเป็นส่วนหนึ่งของสินจ้างที่โจทก์จ่าย