ศาลจังหวัดมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาที่เกิดขึ้นก่อนเลิกกฎอัยการศึกหรือไม่
การมีประกาศเลิกกฎอัยการศึกทำให้ศาลจังหวัดมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาได้ แม้เหตุการณ์จะเกิดขึ้นก่อนวันเลิกกฎอัยการศึก
พิพากษายืนว่าจำเลยมีความผิด ให้จำคุก 12 ปี และริบของกลาง
จำเลยครอบครองเฮโรอีนและมอร์ฟีนเพื่อจำหน่ายในวันที่ 24 ก.ย. 2514 ซึ่งก่อนวันเลิกกฎอัยการศึกใน จ.เชียงใหม่ (25 พ.ค. 2514)
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 766/2517พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่โจทก์นายเสน่ห์ เกิดแต้มจำเลย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2504 ม. 6 ป.อ. ม. 90, ม. 91 กฎอัยการศึก พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 20 ทวิจำเลยมีเฮโรอีนไฮโดรคลอไรด์และมอร์ฟีนไว้เพื่อจำหน่ายย่อมมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2465มาตรา 20 ทวิ วรรค 2 และวรรค 3 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2504 มาตรา 6 ความผิดตามวรรค 3 เป็นกระทงหนักที่สุด จำเลยกระทำความผิดต่อ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2514 ศาลจังหวัดเชียงใหม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา เพราะได้มีประกาศพระบรมราชโองการเลิกใช้กฎอัยการศึกในจังหวัดเชียงใหม่ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2514 เวลา 6.00 นาฬิกาแล้วโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๑๔ เวลากลางวัน จำเลยได้บังอาจมีเฮโรอีนไฮโดรคลอไรด์หนัก ๖๕.๖๕ กรัม และมอร์ฟีนหนัก ๓๖.๕๐ กรัม อันเป็นยาเสพติดให้โทษที่ต้องห้ามโดยเด็ดขาดไว้ในความครอบครอง และจำเลยได้บังอาจขาย จำหน่าย จ่ายแจกให้ผู้อื่นและเสพเข้าร่างกาย ซึ่งเฮโรอีนไฮโดรคลอไรด์และมอร์ฟีนอันเป็นการละเมิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ เหตุเกิดที่ตำบลช้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๔๖๕ มาตรา ๒๐ ทวิ, ๒๐ ตรี, ๒๒, ๒๙ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๐๔ มาตรา ๖, ๗,๘, ๑๒ ให้ริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๔๖๕ มาตรา ๒๐ ทวิ, ๒๐ ตรี,๒๒, ๒๙ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๐๔มาตรา ๖, ๗, ๘, ๑๒ ให้ลงโทษตามมาตรา ๒๐ ทวิ, ๒๙ พระราชบัญญัติย