สิทธิในที่ดินที่เข้าเขตป่าคุ้มครองตามกฎหมายเมื่อเจ้าของที่ดินไม่เข้าร่วมกระบวนการสอบสวนของคณะกรรมการ
เมื่อรัฐบาลดำเนินการจัดป่าคุ้มครองถูกต้องตามกฎหมาย หากเจ้าของที่ดินไม่ไปให้คณะกรรมการสอบสวน ถือว่าละเลยสิทธิ การออกพระราชกฤษฎีกาจึงมีผลสมบูรณ์ โจทก์ไม่มีสิทธิในที่ดินนั้น
พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ยกคำร้องของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 1,800 บาท พร้อมดอกเบี้ย
ที่ดินเข้าเขตป่าคุ้มครอง พ.ศ. 2492 บิดาโจทก์เป็นผู้คัดค้านแต่ไม่ไปให้คณะกรรมการสอบสวน คณะกรรมการจึงจัดที่ดินเข้าป่า โจทก์รับมรดกมาแต่ไม่ทราบ
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1729/2517นายประดิษฐ์ เรืองประดิษฐ์โจทก์กระทรวงเกษตร (โดยหม่อมราชวงศ์จักรทอง ทองใหญ่) ที่1องค์การสะพานปลา (โดยนายจรูญ ผาสุกวนิช) ที่2บริษัทน้ำแข็งตราดประมง จำกัด (โดยนายวานิช สง่าศิลป) ที่ 3จำเลย ป.พ.พ. ม. 1304, ม. 1367 พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ม. 5 พ.ร.บ.คุ้มครองและสงวนป่า พ.ศ.2481 ม. 5, ม. 6 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 36 พ.ร.ฎ.กำหนดป่าปากคลองบางพระ เกาะจ้าว เกาะลอย ในท้องที่ตำบลวังกระแจะ ตำบลหนองเกาะเสม็ดและตำบลหนองคันทรง อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ให้เป็นป่าคุ้มครอง พ.ศ.2492 ที่พิพาทอยู่ในเขตป่าคุ้มครองตามพระราชกฤษฎีกากำหนดป่าปากคลองบางพระฯ ให้เป็นป่าคุ้มครอง พ.ศ.2492 ซึ่งต่อมาได้กลายสภาพมาเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 36 ก่อนที่จะออกพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว รัฐบาลได้ดำเนินการถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา 5, 6 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่า พ.ศ.2481 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ขณะนั้น กล่าวคือได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสำรวจสอบสวนเขตป่าที่จะจัดให้เป็นป่าคุ้มครองและปิดประกาศโฆษณาระบุท้องที่ซึ่งจะทำการสำรวจไว้ ณ ท้องที่ตามที่กฎหมายกำหนด ได้มีการประชุมชี้แจงต่อราษฎร มีราษฎรยื่นคำร้องคัดค้านหลายรายรวมทั้งบิดาโจทก์ด้วย ครั้นคณะกรรมการประกาศกำหนดวันที่จะดำเนินการสำรวจสอบสวนเขตป่า มีผู้ร้องมาให้การตามนัดบ้างไม่มาบ้าง ผู้ที่ไม่มานั้นปรากฏว่าหลายรายได้ตายไปแล้วและละเลยทอดทิ้ง ไม่ติดใจในสิทธิ แต่คณะกรรมการก็ได้แจ้งให้ผู้ร้องหรือทายาททราบอีก แต่บิดาโจทก์หรือตัวโจทก์ซึ่งอ้างว่าได้รับมรดกที่พิพาทมาครอบครองอยู่ขณะนั้น ไม่ไปให้คณะกรรมการทำการสอบสวน คณะกรรมการทำการสอบสวนเห็นสมควร