คณะบุคคลมิใช่นิติบุคคล จึงไม่อาจเป็นคู่ความในคดีภาษีได้
ผู้เป็นคู่ความต้องเป็นบุคคลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1(11) ซึ่งหมายถึงบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล คณะบุคคลมิใช่บุคคลตามกฎหมาย จึงฟ้องไม่ได้
พิพากษายืนคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ไม่รับฟ้องโจทก์ต่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคณะบุคคล
โจทก์ฟ้องคณะบุคคลกรุงเทพฯ กรีฑา ที่ประกอบกิจการ但未จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ให้รับผิดชำระภาษีการค้า
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 495/2519กรมสรรพกร โดยนายชาญชัย ลี้ถาวร อธิบดี ที่ 1โจทก์คณะบุคคลกรุงเทพ กรีฑา โดยนายศักดิ์ ไทยวัฒน์ ที่ 1 กับพวกรวม 8 คนล. ป.รัษฎากร ม. 6 ป.วิ.พ. ม. 1 (11), ม. 55 ป.พ.พ. ม. 15, ม. 68 ป.รัษฎากร ม. 77, บัญชีอัตราภาษีการค้าท้ายประมวลรัษฎากรผู้ที่จะเป็นคู่ความในคดีได้นั้นจะต้องเป็นบุคคลดังบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (11) และคำว่าบุคคลนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้แก่บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล แต่คณะบุคคลกรุงเทพฯ กรีฑา จำเลยที่ 1 เป็นเพียงคณะบุคคลหรือกลุ่มบุคคล มิใช่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ดังนั้น โจทก์จึงไม่อาจฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดชำระหนี้ภาษีการค้าได้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ ถึงจำเลยที่ ๘ กับพวกประกอบการค้าที่ดินในนามบริษัทกรุงเทพฯ กรีฑา จำกัด ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล จึงเป็นการประกอบการค้าโดยคณะบุคคลกรุงเทพฯ กรีฑา จำเลยที่ ๑ ซึ่งมิใช่นิติบุคคล มีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้จัดการ จำเลยที่ ๑ ประกอบการค้าโดยมิได้จดทะเบียนการค้า และไม่ได้เสียภาษีการค้า เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์จึงให้จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ผู้จัดการชี้แจงและแสดงบัญชีหลักฐานการค้า ปรากฏว่าในรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. ๒๕๐๖ ถึง ๒๕๑๓ จำเลยที่ ๑ จะต้องเสียภาษีการค้า ภาษีบำรุงเทศบาล เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มรวม ๙,๓๔๗,๓๐๐ บาท ๗๒ สตางค์ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ อุทธรณ์คัดค้านการประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยชำระภาษีเป็นเงิน ๔,๖๔๑,๖๓๓ บาท ๘๘ สตางค์ แต่จำเลยไม่ยอมชำระ ขอให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๘ ร่วมกันชำระหนี้ภาษีอากรดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นสั่งรับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ ๒ ถึงจำเลย