ผลของการบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่มีต่อหน้าที่ชำระหนี้ตามเช็คที่ออกเพื่อชำระค่าที่ดิน
เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายถูกบอกเลิกโดยทั้งสองฝ่าย หน้าที่ในการชำระเงินตามเช็คซึ่งถือเป็นค่าที่ดินส่วนหนึ่งย่อมสิ้นสุดลง ผู้ขายจึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินจากเช็คอีก
พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
จำเลยออกเช็คชำระค่าที่ดินบางส่วนให้โจทก์ ก่อนเช็คถึงกำหนดจำเลยบอกล้างสัญญาและโจทก์บอกเลิกสัญญาทั้งสองฝ่าย ต่อมาโจทก์ฟ้องเรียกเงินตามเช็ค
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1130/2532นายอุ๊น เครือพานิช กับพวกโจทก์นายควง คุตตินาทจำเลย ป.พ.พ. เดิมโจทก์ จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกันโดยจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่โจทก์เพื่อชำระเป็นค่าซื้อที่ดินบางส่วน ต่อมา เมื่อโจทก์จำเลยต่างบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินต่อกันแล้ว จำเลยก็ไม่มีหน้าที่ชำระเงินตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์อีก โจทก์ไม่อาจนำเช็คพิพาทมาฟ้องเรียกเงินจากจำเลยได้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนด ๑ แปลง เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๒๓ จำเลยกับพวกได้ร่วมกันซื้อที่ดินข้างต้นจากโจทก์ในราคา ๓,๓๐๐,๐๐๐ บาท โดยชำระค่ามัดจำจำนวน ๙๐๗,๕๐๐ บาท ด้วยเช็คของธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาถนนตากสิน กรุงเทพมหานคร ลงวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๒๓ แต่เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนดชำระโจทก์ไม่สามารถรับเงินตามเช็คได้ เนื่องจากจำเลยมีคำสั่งให้ธนาคารระงับการจ่าย เป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๔๑,๙๗๑.๙๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๙๔๙,๔๗๑.๙๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในต้นเงินจำนวน ๙๐๗,๕๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้โจทก์เพื่อชำระค่าที่ดินบางส่วนล่วงหน้า มิใช่เป็นค่ามัดจำ จำเลยได้บอกล้างสัญญา และโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเช่นกัน จึงไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิด โจทก์ทั้งสองคนหลอกลวงจำเลยให้ซื้อที่ดินตามฟ้องโดยรู้อยู่แล้วว่าที่ดินของโจทก์ถูกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงแล้วปิดบังจำเลย สัญญาจึงเป็นโมฆียกรรม โจทก์ที่ ๒ มิได้เป็นผู้ทรงเช็คพิพาท จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน