ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2482/2532

ประเด็นกฎหมาย

ศาลแรงงานมีอำนาจแก้ไขคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ให้จ่ายค่าเสียหายแทนการรับกลับเข้าทำงานหรือไม่

หลักกฎหมาย

ศาลแรงงานมีอำนาจแก้ไขคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ให้ถูกต้องและเหมาะสม โดยอาจสั่งจ่ายค่าเสียหายแทนการรับกลับเข้าทำงานหากเห็นว่าการจ้างงานร่วมกันจะก่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจและไม่เป็นผลดีต่อทั้งสองฝ่าย

คำวินิจฉัย

พิพากษายืน ให้โจทก์จ่ายค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 70,000 บาท แทนการรับกลับเข้าทำงาน

ข้อเท็จจริงสำคัญ

คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์สั่งให้รับลูกจ้างกลับทำงาน แต่ศาลแรงงานเห็นว่าลูกจ้างฝ่าฝืนระเบียบวินัย การกลับทำงานจะสร้างความหวาดระแวงและปกครองยาก จึงสั่งจ่ายค่าเสียหายแทน

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2482/2532บริษัทไทยรัตน์การทอ จำกัดโจทก์นายกัมพล โตประเสริฐศักดิ์ กับพวกจำเลย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 , ม. 125 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ป.วิ.พ. พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 41(4) ให้อำนาจคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์วินิจฉัยชี้ขาดคำร้องตามมาตรา 125 และในกรณีที่คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ชี้ขาดว่าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ก็ให้มีอำนาจให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานหรือให้จ่ายค่าเสียหายได้ คำสั่งชี้ขาดดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติใดบัญญัติว่าให้ถึงที่สุด คู่ความที่ไม่พอใจคำสั่งนั้น จึงมีสิทธินำคดีมาฟ้องศาลแรงงานให้วินิจฉัยว่าคำสั่งดังกล่าวชอบหรือไม่อีกได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 8(4) หากศาลแรงงานเห็นว่า คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ใช้อำนาจหน้าที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม ศาลแรงงานย่อมมีอำนาจที่จะแก้ไขให้ถูกต้องและเหมาะสมได้โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างประจำของโจทก์ จำเลยที่ ๑ กระทำผิดเงื่อนไขข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโจทก์จึงเลิกจ้างจำเลยที่ ๑ กล่าวหาโจทก์ต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ อันมีจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๔ ประกอบเป็นคณะกรรมการฯ ว่าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำสั่งว่าการเลิกจ้างดังกล่าวเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๒๑ และมาตรา ๑๒๓ แล้วมีคำสั่งให้โจทก์รับจำเลยที่ ๑ กลับเข้าทำงานกับโจทก์ต่อไป คำสั่งดังกล่าวไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว จำเลยที่ ๑ ให้การว่ามิได้กระทำผิดดังที่โจทก์กล่าวหา จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๔ ให้การว่า ข้อวินิจฉัยของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๔ชอ