การตีความสัญญาจัดสรรที่ดินว่าเป็นสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาหุ้นส่วน และการคืนสถานะนิติกรรมโมฆะ
นิติกรรมที่เป็นโมฆะมาแต่แรก กฎหมายไม่บัญญัติให้คู่กรณีกลับคืนยังฐานะเดิม การคืนสถานะเดิมต้องเป็นนิติกรรมที่เป็นโมฆียะแล้วมีการบอกล้าง
พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดิน 100,000 บาทแก่โจทก์
จำเลยตกลงขายที่ดินให้โจทก์นำไปจัดสรรขาย โดยอนุญาตให้แบ่งแยกแปลงย่อยเพื่อชำระราคาที่ดินให้จำเลย เมื่อชำระครบจะจดทะเบียนโอน
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2518/2532นายอมร ขรภูมิโจทก์นายวิโรจน์ ณ ระนองจำเลย ป.พ.พ. , ม. 453 ป.วิ.พ. จำเลยตกลงขายที่ดินให้โจทก์นำไปจัดสรรขาย โดยอนุญาตให้โจทก์เข้าไปดำเนินการแบ่งแยกเป็นแปลงย่อยและขายที่ดินที่แบ่งแยกได้ เพื่อนำเงินมาชำระราคาที่ดินให้จำเลย เมื่อชำระครบถ้วนแล้วจำเลยจะไปทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนให้แก่โจทก์ ดังนี้ สัญญาระหว่างโจทก์จำเลยเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยเข้าหุ้นกันจัดสรรที่ดินขาย โดยโจทก์ลงทุนปรับปรุงที่ดินจำเลยลงทุนเป็นที่ดิน จำเลยผิดสัญญาโจทก์จึงฟ้องเรียกเงินที่ลงทุนไปคืน ดังนี้ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าสัญญาระหว่างโจทก์จำเลยเป็นสัญญาซื้อขายซึ่งตกเป็นโมฆะ ให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดินที่โจทก์ชำระไปแล้ว เป็นการพิพากษานอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง นิติกรรมอันเป็นโมฆะที่คู่กรณีกลับคืนยังฐานะเดิม จะต้องเป็นนิติกรรมที่เป็นโมฆียะแล้วมีการบอกล้าง มิใช่นิติกรรมที่เป็นโมฆะมาแต่แรกโจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยเข้าหุ้นกันจัดสรรที่ดินขายโดยโจทก์ลงทุนปรับปรุงที่ดิน จำเลยลงทุนเป็นที่ดิน จำเลยผิดสัญญา ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าใช้จ่ายที่โจทก์เสียไประหว่างเข้าหุ้นและดอกเบี้ยรวม ๒๓๑,๘๗๐ บาทแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า ไม่เคยเข้าหุ้นส่วนกับโจทก์ จำเลยตกลงขายที่ดินให้โจทก์แต่โจทก์ผิดสัญญาไม่ชำระราคาที่ดินตามที่ตกลงกันและบอกเลิกสัญญาแล้ว จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าที่ดินและค่าใช้จ่ายที่ลงทุนไป ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินที่โจทก์ออกเป็นค่าใช้จ่ายในการเข้าหุ้นจัดสรรที่ดินจำนวน ๒๑๓,๒๑๕ บาท แก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐บาท ที่โจทก์จ่ายเป็นค่าที่ดินคืนให้แก่โจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้