การยึดทรัพย์เพื่อทวงหนี้โดยไม่มีอำนาจและใช้ความรุนแรงแยกกัน เป็นลักทรัพย์หรือชิงทรัพย์
การเอาทรัพย์ไปโดยไม่มีอำนาจถือว่ามีเจตนาทุจริตเป็นลักทรัพย์ หากการใช้ความรุนแรงเพื่อทวงหนี้และการเอาทรัพย์เกิดขึ้นแยกกันและขาดตอนกัน จะไม่構成การชิงทรัพย์
พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกายและลักทรัพย์ ให้จำคุก 2 ปี 2 เดือน ยกข้อหาชิงทรัพย์และบุกรุก
จำเลยใช้มีดฟันผู้เสียหายเพราะโกรธที่ไม่ได้ค่าแรง แล้วเอาเครื่องสูบน้ำไปเก็บไว้เพื่อทวงหนี้ การทำร้ายและเอาทรัพย์ขาดตอนกัน
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2549/2532พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรีโจทก์นายอำพล สุดถนอมจำเลย ป.อ. , ม. 335, ม. 339จำเลยใช้มีดฟันทำร้ายผู้เสียหายเพราะโกรธที่ผู้เสียหายไม่จ่ายค่าแรงบุตรชายจำเลยตามที่จำเลยทวง มิใช่เพื่อความสะดวกหรือเพื่อเอาเครื่องสูบน้ำของผู้เสียหายไป ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากการทำร้ายร่างกายขาดตอนแล้ว จำเลยไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์ แต่จำเลยไม่มีอำนาจเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยพลการแม้จำเลยยึดเอาไปไว้ให้ผู้เสียหายไปจ่ายค่าแรงบุตรชายจำเลยจึงจะคืนให้ ก็ถือได้ว่าจำเลยเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยมีเจตนาทุจริตอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙, ๓๖๔,๓๖๕ คืนเครื่องสูบน้ำของกลางแก่ผู้เสียหาย และริบมีดเหลียนของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๙๕, ๘๐ ให้จำคุก ๒ เดือน ให้ยกฟ้องข้อหาบุกรุกและชิงทรัพย์ คืนเครื่องสูบน้ำให้ผู้เสียหายและริบมีดเหลียนของกลาง โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ วรรคสอง, ๓๖๕ ให้ลงโทษตามมาตรา ๓๓๙วรรคสอง บทหนัก ให้จำคุกจำเลยไว้ ๑๐ ปี ให้คืนเครื่องสูบน้ำให้ผู้เสียหายและริบมีดเหลียนของกลาง จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า 'มีปัญหาในชั้นนี้ตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กระทำผิดฐานบุกรุก ทำร้ายร่างกายและชิงทรัพย์หรือไม่ พิเคราะห์แล้วในข้อหาฐานบุกรุกนั้นข้อเท็จจริงฟังได้แล้วว่า ผู้เสียหายค้างค่าแรงบุตรชายของจำเลยจริงการที่จำเลยเข้าไปในบ้านผู้เสียหายหเพื่อทวงค่าแรงดังกล่าวเป็นการเข้าไปโดยมีเหตุสมควรโดยสุจริต แม้จำเลยจะได้ถือมีดไปด้วยแต่ก็เป็นเพียงมีดเหลียนซึ่งโดยทั่วๆ ไปใช้สำหรับหวดหญ้าและไม่ปรากฏข้อ