ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2687 - 2688/2532

ประเด็นกฎหมาย

การฟ้องคดีถือเป็นการทวงถามหนี้ตาม ป.พ.พ. ม.224 หรือไม่ และดอกเบี้ยเริ่มนับวันใด

หลักกฎหมาย

การฟ้องศาลให้ชำระหนี้ถือเป็นการทวงถามเตือนอยู่ในตัวตาม ป.พ.พ. ม.224 วรรคแรก โดยไม่กำหนดรูปแบบคำเตือน ลูกหนี้จึงผิดนัดและต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัด (วันฟ้อง) ไม่ใช่วันคำพิพากษาถึงที่สุด

คำวินิจฉัย

พิพากษายืน ให้จำเลยชำระเงินบำเหน็จที่ขาดพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ลาออกและได้รับเงินบำเหน็จขาดค่าครองชีพ จำเลยไม่จ่าย โจทก์ฟ้องเรียกเงินส่วนขาดพร้อมดอกเบี้ย จำเลยอุทธรณ์ว่าดอกเบี้ยเริ่มนับวันคำพิพากษาถึงที่สุด

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2687 - 2688/2532นายอภิวัฒน์ คล้ายทรัพย์ กับพวกโจทก์องค์การทอผ้าจำเลย ป.พ.พ. , ม. 224การฟ้องศาลให้จำเลยชำระเงินบำเหน็จแก่โจทก์ถือได้ว่าเป็นการทวงถามเตือนให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวอยู่ในตัว จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดแล้ว และจะต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224วรรคแรกโจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นพนักงานประจำ โจทก์ลาออกจากงาน โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จ แต่จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จให้โจทก์ขาดไปโดยไม่นำค่าครองชีพมารวมคำนวณ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินบำเหน็จส่วนที่ขาดให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า ค่าครองชีพไม่ใช่เงินเดือนหรือค่าจ้างไม่อาจนำมารวมกับค่าจ้างปกติเพื่อเป็นฐานคำนวณเงินบำเหน็จโจทก์ไม่เคยทวงถามค่าครองชีพ จำเลยจึงไม่ตกเป็นผู้ผิดนัดอันจะต้องเสียดอกเบี้ย ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานพิพากษาให้จำเลยชำระเงินบำเหน็จที่ขาดแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๐๔ วรรคแรก ได้บัญญัติไว้เพียงว่า ภายหลังจากหนี้ถึงกำหนดชำระ ถ้าเจ้าหนี้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ได้ชำระหนี้ ลูกหนี้ย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้วโดยไม่ได้กำหนดรูปแบบคำเตือนไว้ว่าจะต้องทำอย่างไรการฟ้องศาลให้จำเลยชำระบำเหน็จแก่โจทก์ถือได้ว่าเป็นการทวงถามเตือนให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวอยู่ในตัว จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดแล้ว และจะต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา