ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2720/2532

ประเด็นกฎหมาย

ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกฟ้องโดยไม่วินิจฉัยปัญหาอุทธรณ์หรือไม่ และโจทก์มีสิทธิฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้เมื่อศาลชั้นต้นยกฟ้องหรือไม่

หลักกฎหมาย

ศาลอุทธรณ์มีอำนาจหยิบยกพยานหลักฐาน ข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายทั้งปวงขึ้นวินิจฉัยได้ ไม่จำกัดเพียงปัญหาที่คู่ความอุทธรณ์ หากเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำผิดหรือการกระทำไม่เป็นความผิด ก็ยกฟ้องได้ โดยไม่ต้องวินิจฉัยปัญหาอุทธรณ์ที่ไม่เป็นประโยชน์ กรณีศาลชั้นต้นยกฟ้องโดยอาศัยข้อกฎหมาย ไม่ต้องห้ามฎีกาปัญหาข้อเท็จจ

คำวินิจฉัย

พิพากษายืน ศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยคดีและยกฟ้องได้โดยไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยปัญหาอุทธรณ์ของโจทก์ และโจทก์มีสิทธิฎีกาได้เพราะศาลชั้นต้นยกฟ้องโดยอาศัยข้อกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยถูกฟ้องเบิกความเท็จในคดีแพ่ง ศาลชั้นต้นฟังว่าเท็จแต่ไม่สำคัญในคดี จึงยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ว่าสำคัญ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าข้อเท็จจริงไม่ชัดว่าจำเลยกระทำผิด จึงยกฟ้องโดยไม่วินิจฉัยปัญหาอุทธรณ์ โจทก์ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ไม่ชอบและห้ามฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2720/2532นายซ่งฮี้ แซ่เตียวโจทก์นายประกอบ สังขยุทธ กับพวกจำเลย ป.อ. ป.วิ.อ. , ม. 215, ม. 218, ม. 220ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อความที่จำเลยเบิกความในคดีแพ่งนั้นเป็นความเท็จแต่มิได้เป็นข้อสำคัญในคดี พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้แจ้งชัดว่าจำเลยเบิกความเท็จมีความเห็นพ้อง ด้วยในผล พิพากษายืน ดังนี้กรณีไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 เนื่องจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มิได้ลงโทษจำคุกจำเลยแต่อย่างใดและคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยอาศัยข้อกฎหมาย กรณีจึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 อีกเช่นกัน การพิจารณาคดีอาญาของศาลอุทธรณ์ไม่จำกัดอยู่เพียงในปัญหาที่คู่ความอุทธรณ์เท่านั้น ศาลอุทธรณ์มีอำนาจที่จะหยิบยกพยานหลักฐานข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายทั้งปวงที่ปรากฏในสำนวนขึ้นวินิจฉัยได้ทั้งสิ้น เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่า ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้แจ้งชัดว่าจำเลยกระทำความผิดดังที่โจทก์ฟ้อง ก็ชอบที่จะวินิจฉัยคดีไปตามนั้นและพิพากษายกฟ้องโจทก์เสียได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ซึ่งมาตรา 215 ให้นำมาใช้บังคับ โดยไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์เพราะย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่คดีอย่างใด. (ความในวรรคแรกเป็นการวินิจฉัย มาตรา 220 ก่อนพ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2532 ใช้บังคับ)โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๗๗, ๑๘๐, ๘๓ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ข้อความที่จำเลยทั้งสองเบิกความในคดีแพ่งหมา