ภาพยนตร์และฟิล์มภาพยนตร์ถือเป็นทรัพย์สินหรือสินค้า และรายจ่ายในการผลิตเป็นรายจ่ายต้องห้ามตาม ม.65 ตรี(5) หรือไม่
ภาพยนตร์และฟิล์มภาพยนตร์เป็นทรัพย์สินของเจ้าของ เพราะผู้ชมได้เพียงชมชั่วคราว ไม่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ รายจ่ายในการผลิตจึงเป็นรายจ่ายฝ่ายทุนต้องห้ามหักคำนวณกำไรสุทธิตาม ม.65 ตรี (5)
พิพากษายืน ยกฟ้องโจทก์
บริษัทสหมงคลฟิล์มซื้อและพิมพ์ฟิล์มภาพยนตร์เพื่อให้เช่าฉาย ไม่ใช่ขายฟิล์ม โจทก์นำรายจ่ายการผลิตมาหักเป็นค่าใช้จ่าย และรายจ่ายไม่มีชื่อผู้รับเงิน
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2735/2532บริษัทสหมงคลฟิล์ม จำกัดโจทก์กรมสรรพากร กับพวกจำเลย ป.รัษฎากร , ป.พ.พ. โจทก์เป็นผู้สร้างภาพยนตร์ ซื้อภาพยนตร์จากต่างประเทศและเป็นผู้พิมพ์ฟิล์มภาพยนตร์ดังกล่าวขึ้นมาใหม่เป็นหลายชุด ภาพยนตร์หรือฟิล์มภาพยนตร์ดังกล่าวย่อมเป็นทรัพย์สินของโจทก์ หาใช่เป็นสินค้าที่มีลักษณะเป็นการขายภาพแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น รายจ่ายของโจทก์ในการสร้างภาพยนตร์ ซื้อภาพยนตร์มาจากต่างประเทศและพิมพ์ฟิล์มภาพยนตร์ จึงเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนหรือเป็นรายจ่ายในการขยายออกซึ่งทรัพย์สินของโจทก์ต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (5) รายจ่ายที่ไม่ปรากฏชื่อหรือที่อยู่ของผู้รับเงิน แม้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจสอบรับรองว่าได้จ่ายไปจริงก็ตาม เมื่อโจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับเงินจำนวนดังกล่าวย่อมเป็นรายจ่ายที่ต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี(18)โจทก์ฟ้องว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้แจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินเพิ่มสำหรับระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. ๒๕๒๓ ให้โจทก์เสียเพิ่มเติมเป็นเงินทั้งสิ้น ๙,๒๕๒,๙๕๘ บาทโจทก์เห็นว่าการประเมินดังกล่าวไม่ชอบจึงได้อุทธรณ์การประเมินคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว กรณีมีเหตุอันควรผ่อนผันจึงพิจารณางดเงินเพิ่ม คงให้เรียกเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลจากโจทก์เป็นเงิน ๗,๗๑๐,๗๙๘.๔๒ บาท โจทก์เห็นว่าการประเมินและคำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ เจ้าพนักงานประเมินได้ตัดค่าใช้จ่ายในการซื้อภาพยนตร์และสร้างภาพยนตร์ออกเป็นเงินทั้งสิ้น๕๒,๖๘๐,๖๙๔.๖๗ บาท และได้ปรับปรุงบัญช