ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2762/2532

ประเด็นกฎหมาย

การไม่ฟ้องลูกหนี้โดยตรงถือเป็นการละเลยไม่บรรเทาความเสียหายหรือไม่เมื่อหนี้ไม่มีหลักประกัน

หลักกฎหมาย

หนี้ไม่มีหลักประกัน การไม่ฟ้องลูกหนี้ทันทีไม่ถือเป็นการละเลยไม่บรรเทาความเสียหาย เพราะต้องพิจารณาทางได้เสียทุกทาง

คำวินิจฉัย

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยที่ 2 รับผิดแทนในวงเงินค้ำประกัน

ข้อเท็จจริงสำคัญ

ผู้จัดการธนาคารเบิกเงินเกินบัญชีโดยไม่มีสัญญาและหลักประกัน ไม่ได้รับอนุมัติ ลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินชัดเจน

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2762/2532ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัดโจทก์นายไพฑูรย์ จึงสมานุกูล กับพวกจำเลย ป.พ.พ. , ม. 812, ม. 823จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการสาขาธนาคารโจทก์ มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ให้ ส. ซึ่งเป็นลูกค้าของโจทก์เบิกเงินเกินบัญชีไปโดยไม่ได้ทำหนังสือสัญญาและไม่มีหลักประกัน ทั้งไม่ได้รับอนุมัติจากโจทก์ตามระเบียบ เป็นการกระทำนอกเหนือขอบอำนาจจำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ การที่โจทก์ยังไม่ฟ้อง ส. ให้ชำระหนี้แก่โจทก์โดยตรงไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ละเลยไม่บำบัดปัดป้องหรือบรรเทาความเสียหาย เพราะหนี้รายนี้ไม่มีหลักประกัน ในการที่โจทก์จะฟ้อง ส. ให้ชำระหนี้คืนแก่โจทก์โจทก์จะต้องพิจารณาทางได้เสียในทุก ๆ ทางโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้จัดการธนาคารโจทก์สาขาราชบุรีจำเลยที่ ๑ กระทำการนอกเหนืออำนาจและโดยประมาทเลินเล่อ ก่อความเสียหายให้แก่โจทก์ คือจำเลยที่ ๑ ให้นายสมพร โตนุ่ม เบิกเงินเกินบัญชีไปโดยมิได้จัดทำสัญญาไว้เป็นหนังสือและไม่มีหลักประกัน ทั้งไม่ได้รับอนุมัติจากโจทก์เป็นลายลักษณ์อักษรอันเป็นการผิดระเบียบโจทก์ไม่สามารถติดตามทวงถามให้ลูกหนี้ชำระหนี้แก่โจทก์ได้ จำเลยที่ ๑ จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกัน ขอใหบังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๓๑๓,๗๗๕.๐๗ บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ในต้นเงิน ๒๓๖,๒๖๙.๘๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ ๒ รับผิดชำระเงินจำนวน ๒๑๓,๓๙๗.๒๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวในต้นเงิน๒๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ได้ปฏิบัติหน้าที่ในขอบอำนาจที่ได้รับมอบหมายจากโจทก์ โจทก์ยังมิได้ติดตามทวงถามให้ลูกหนี้ช