การรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนของพยานบอกเล่าประกอบพยานอื่นในคดีอาญา
คำให้การชั้นสอบสวนของพยานบอกเล่ารับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ แต่ศาลใช้ตรวจสอบความน่าเชื่อถือได้ หากบันทึกถูกต้องและไม่มีกฎหมายห้าม สามารถใช้ประกอบพยานอื่นได้
พิพากษาลดโทษจำเลยลงหนึ่งในสาม คงจำคุก 10 ปี
ไม่มีพยานเห็นเหตุการณ์จริง มีเพียงคำให้การชั้นสอบสวนของบุตรผู้ตายและภริยาจำเลยที่ให้การว่าจำเลยยิงผู้ตาย
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2957/2532พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมาโจทก์นายเตี้ย ขำค้างพลูจำเลย ป.อ. ป.วิ.อ. , ม. 227โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุ ทั้งไม่มีพยานบุคคลมาเบิกความว่าเห็นจำเลยในวันเกิดเหตุเลย แต่โจทก์มีคำให้การชั้นสอบสวนของบุตรผู้ตายและภริยาของจำเลยเป็นพยานแม้คำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าวเป็นพยานบอกเล่าจะรับฟังดังคำเบิกความของพยานในชั้นพิจารณาไม่ได้ แต่ศาลอาจรับฟังว่าบุคคลทั้งสองเคยให้การไว้เช่นนั้นต่อพนักงานสอบสวนเพื่อพิเคราะห์สอดส่องถึงข้อเท็จจริงในคดีได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนจดบันทึกคำให้การโดยไม่ถูกต้องแต่อย่างใด จึงฟังได้ว่าบุคคลทั้งสองให้การไว้เช่นนั้นจริง และคำให้การของผู้รู้เห็นเหตุการณ์ในชั้นสอบสวนไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามมิให้รับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่น ดังนี้ ศาลรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนของพยานดังกล่าวประกอบพยานหลักฐานอื่นและพฤติการณ์แห่งคดีลงโทษจำเลยตามฟ้องได้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงนายพรม คูแพทย์ หรือครูแพทย์ผู้ตาย ๑ นัด โดยเจตนาฆ่า กระสุนปืนถูกผู้ตายถึงแก่ความตายขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ให้จำคุก ๒๐ ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง แต่สาเหตุที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเกิดจากจำเลยและผู้ตายวิวาทและต่อสู้กัน จำเลยก็ถูกผู้ตายทำร้ายด้วย สมควรลงโทษจำเลยให้เบาลงพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยไว้ ๑๕ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความถึงเหตุการณ์ตอนเกิดเหตุ ทั้งไม่มีพยานบุคคลมาเบิกความว่าเห็นจำเล