จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมโดยอ้างการฉ้อฉลระหว่างโจทก์กับทนาย โดยไม่ยืนยันชัดแจ้งว่ามีการกระทำร่วมกัน
คำพิพากษาตามยอมผูกพันจำเลยไม่ให้อุทธรณ์ เว้นแต่มีข้อยกเว้นตามมาตรา 138(1) ซึ่งต้องมีการยืนยันชัดแจ้งว่าคู่ความกระทำการร่วมกันอันเป็นการฉ้อฉล การคาดคิดเอาเองไม่ถือเป็นข้อยกเว้น
พิพากษายืน
จำเลยมอบอำนาจทนายทำยอม ศาลพิพากษาตามยอม จำเลยอุทธรณ์อ้างโจทก์ให้เงินทนายแต่ไม่ได้ยืนยันชัดแจ้งว่ามีการฉ้อฉลร่วมกัน เป็นเพียงการคาดคิดฝ่ายเดียว
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3391/2532นายวิฑูรย์ พูนนารถ กับพวกโจทก์นางหลี ชัยประภาจำเลย ป.วิ.พ. , ม. 62, ม. 138จำเลยตั้งให้ทนายจำเลยมีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ได้ เมื่อทนายจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์และศาลพิพากษาตามยอมไปแล้ว คำพิพากษานั้นย่อมผูกมัดจำเลยไม่ให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 เว้นแต่กรณีจะต้องด้วยข้อยกเว้น จำเลยไม่ได้ยืนยันในอุทธรณ์โดยชัดแจ้งว่าโจทก์และทนายจำเลยกระทำการร่วมกันอันเป็นการฉ้อฉลจำเลย เพียงแต่อ้างว่าสืบทราบว่าโจทก์ให้เงินทนายจำเลย ทนายจำเลยจึงได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ เป็นการคาดคิดเอาเองของจำเลยฝ่ายเดียว ยังถือไม่ได้ว่ามีการฉ้อฉลเกิดขึ้นในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และทนายจำเลย จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๑๑๙ โดยจำเลยทำประโยชน์ทางด้านทิศตะวันออกเมื่อเจ้าของที่ดินเดิมขายที่ดินส่วนที่ตนทำประโยชน์ให้โจทก์ จำเลยทำบันทึกรับว่าที่ดินส่วนของจำเลยอยู่ทางตะวันออกปลายสุดของโฉนด เมื่อแบ่งแยกโฉนดเป็นของจำเลยแล้ว จำเลยจะไม่คัดค้านต่อมาโจทก์มีหนังสือให้จำเลยไปจดทะเบียนรังวัดแบ่งแยกโฉนดให้โจทก์ จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๑๑๙ ให้แก่โจทก์ตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องให้จำเลยได้รับโฉนดใหม่ที่แบ่งแยก หากจำเลยไม่จัดการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน จำเลยให้การว่า จำเลยสำคัญผิดว่าที่ดินของจำเลยอยู่ทางด้านทิศตะวันออก ความจริงที่ดินของจำเลยอยู่ทางด้านทิศตะวันตกบันทึกที่จำเลยทำเป็นโมฆะไม่ผูกพันจำเลย ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น คู่ความตกลงทำสัญญาประนีปร