ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3393/2532

ประเด็นกฎหมาย

การเฝ้าดูและห้ามภริยาผู้ตายช่วยเหลือขณะพวกใช้อาวุธฆ่าผู้อื่น ถือเป็นการร่วมเป็นตัวการฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาหรือไม่

หลักกฎหมาย

การที่จำเลยเฝ้าดูพวกฆ่าผู้อื่นและฉุดมือผู้เกี่ยวข้องมิให้เข้าไปช่วยเหลือ ปล่อยให้พวกฆ่าผู้ตายถึงแก่ความตาย ถือได้ว่าจำเลยได้ร่วมเป็นตัวการในความผิดฐานร่วมกับพวกฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา

คำวินิจฉัย

พิพากษากลับให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยโกรธผู้ตายจึงพาพวกที่มีมีดและไม้ไปแก้แค้น แม้ไม่ได้ลงมือฆ่าแต่เฝ้าดูและฉุดมือภริยาผู้ตายมิให้ช่วยเหลือ ปล่อยให้พวกฆ่าผู้ตายตาย

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3393/2532พนักงานอัยการ กรมอัยการโจทก์นายกฤษดาหรือหน่อง แซ่อึ้งจำเลย ป.อ. , ม. 288ก่อนเกิดเหตุ ผู้ตายและภริยากับจำเลยดื่มสุรากันอยู่ที่บ้านผู้ตาย ผู้ตายมีปากเสียงและชกต่อยกับจำเลย มีคนห้ามแยกออกจากกันจำเลยโกรธผู้ตาย จึงพาพวกมาแก้แค้นผู้ตาย จำเลยทราบดีว่าพวกของจำเลยมีมีดและท่อนไม้หน้า 3 ยาว 1 เมตร เป็นอาวุธติดตัวไปด้วย เมื่อพวกของจำเลยเข้าชกต่อยผู้ตายตกลงไปในคลอง แล้วตามไปใช้ไม้ตีและใช้มีดแทงฆ่าผู้ตายถึงแก่ความตาย แม้จำเลยจะไม่ได้ลงมือฆ่าผู้ตายแต่การที่จำเลยเฝ้าดูพวกของจำเลยฆ่าผู้ตายและฉุด มือภริยาผู้ตายมิให้เข้าไปช่วยเหลือผู้ตาย ปล่อยให้พวกของจำเลยฆ่าผู้ตายจนถึงแก่ความตาย เช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยได้ร่วมเป็นตัวการในความผิดฐานร่วมกับพวกฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาแล้วโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๘๓ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง จำคุก ๑๘ ปีมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘คงจำคุก ๑๒ ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยนำสืบและไม่โต้แย้งกันฟังได้ในเบื้องต้นว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายและภรรยาคือนางสุดใจกับจำเลยซึ่งเป็นน้องเขยนางสุดใจดื่มสุรากันอยู่ที่บ้านผู้ตาย ผู้ตายมีปากเสียงและทำร้ายจำเลย จำเลยออกจากบ้านผู้ตายไปตามนายประจวบแล้วจำเลยพร้อมด้วยนายประจวบได้พากันไปที่บ้านผู้ตาย จากนั้นผู้ตายก็ถูกคนร้ายหลายคนใช้ไม้และมีดเป็นอาวุธตีและแทงเป็นเหตุให้ผู้ตายขาดอากาศและเลือดเลี้ยงสมองจากการจมน้ำและเสียเลือดมาก ถึงแก่ความตายตามรายงานการตรวจศพท้ายฟ้อง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยได้ร่วมกับพวกที่หลบหนีเป็นคนร