ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3400/2532

ประเด็นกฎหมาย

1. ศาลมีดุลพินิจในการอนุญาตให้ทนายความถอนตัวหรือไม่ และการอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวเป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามหรือไม่ 2. การฟ้องเรียกเงินสมทบกอ

หลักกฎหมาย

1. การจะอนุญาตให้ทนายความถอนตนจากการแต่งตั้งเป็นทนายความของตัวความหรือไม่ เป็นดุลพินิจของศาล การอุทธรณ์โต้แย้งว่าศาลใช้ดุลพินิจไม่ชอบเป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 2. การฟ้องเรียกเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนไม่ใช่กรณีตามมาต

คำวินิจฉัย

1. ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ทนายความถอนตัว 2. ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ (อายุความ 10 ปี) พิพากษายืน

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยที่ 1 และ 2 ติดค้างเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนและเงินเพิ่มระหว่างปี 2527-2530 จำนวน 150,254.87 บาท ทนายความของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนตัว และจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเลื่อนการสืบพยาน ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตทั้งสองกรณี จากนั้นจำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลแรงงานกลางและอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลฎีกา

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3400/2532กรมแรงงานโจทก์ห้างหุ้นส่วนจำกัด ป.บัญชากิจ กับพวกจำเลย ป.วิ.พ. พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 , ม. 54 ป.พ.พ. , ม. 165 (7)การจะอนุญาตให้ทนายความถอนตนจากการตั้งแต่ง เป็นทนายความของตัวความในคดีหรือไม่ เป็นดุลพินิจของศาล ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ทนายจำเลยถอนตัวจากการเป็นทนายความของจำเลย แล้วทนายจำเลยอุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางควรให้ทนายจำเลยนำส่งสำเนาคำร้องขอถอนตัวไปให้จำเลยทราบเสียก่อน และควรมีคำสั่งเลื่อนการพิจารณาคดีไปก่อนนั้น เท่ากับเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งว่าศาลแรงงานกลางใช้ดุลพินิจไม่อนุญาตให้ทนายจำเลยถอนตนจากการตั้งแต่งเป็นทนายความของจำเลยโดยไม่ชอบ จึงเป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง การฟ้องเรียกเงินที่ นายจ้าง ต้องจ่ายเข้าสมทบกองทุนเงินทดแทนไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้ จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 คือใช้อายุความทั่วไปซึ่งมีกำหนด 10 ปีโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลและจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ระหว่างปี ๒๕๒๗ ถึงปี ๒๕๓๐ จำเลยทั้งสองยังติดค้างไม่ส่งเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนและเงินเพิ่มแก่โจทก์เป็นจำนวนทั้งสิ้น ๑๕๐,๒๕๔.๘๗ บาท ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์ พร้อมด้วยเงินเพิ่ตามกฎหมายในอัตราร้อยละห้าต่อเดือนนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การว่า ระหว่างปี ๒๕๒๗ ถึงปี ๒๕๓๐ จำเลยหยุดประกอบกิจการ จึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระเงินสมทบและเงินเพิ่มแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ในชั้นพิจารณาเมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว ครั้นถึงวันนัดสืบพยานจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ทนายจำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอถอนตัวจากการเป็นทนายความ