การขู่ว่าจะฟ้องคดีอาญาเพื่อทวงหนี้เป็นการข่มขู่ทำให้นิติกรรมเป็นโมฆียะหรือไม่
การขู่ว่าจะใช้สิทธิทางศาลโดยสุจริตตามปกตินิยม มิใช่การข่มขู่ตาม ม. 126 ป.พ.พ. นิติกรรมจึงสมบูรณ์
พิพากษายืน ให้จำเลยชดใช้เงินตามสัญญาประนอมหนี้พร้อมดอกเบี้ย
จำเลยทำสัญญาประนอมหนี้ชดใช้เงิน 70,000 บาท ที่สถานีตำรวจ โดยโจทก์และพนักงานสอบสวนขู่ว่าหากไม่ใช้จะฟ้องเอาผิดทางอาญา
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3527/2532พระภิกษุเพียร ฐิติโกโจทก์นายเพชร คุณศิริจำเลย ป.พ.พ. , ม. 121, ม. 126จำเลยทำสัญญาประนอมหนี้กับโจทก์ที่สถานีตำรวจโดยโจทก์พูดว่า "ให้เอาเงินมาใช้เสีย ถ้าไม่ใช้จะฟ้องและติดตะราง" พวกของโจทก์พูดว่า "ใช้เสียน้องเอ๋ย ถึงคราวจำเป็นแล้ว ถ้าไม่ใช้จะถูกฟ้องให้ติดตะราง" และพนักงานสอบสวนพูดว่า "ผู้ใหญ่ใช้เสียเรา มีวินัยอยู่มิฉะนั้นจะเป็นโทษอาญานะ" เป็นเรื่องที่โจทก์กับพวกขู่ว่าถ้าจำเลยไม่ใช้เงินโจทก์จะฟ้องเอาผิดกับจำเลยทางอาญา อันเป็นการใช้สิทธิทางศาลโดยสุจริต เป็นการขู่ว่าจะใช้สิทธิตามปกตินิยม ไม่เป็นการข่มขู่อันจะทำให้นิติกรรมเป็นโมฆียะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 126 สัญญาประนอมหนี้จึงสมบูรณ์ใช้บังคับได้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้ค้ำประกันนายทองคำ นายทองคำผิดสัญญารับเหมาก่อสร้าง โจทก์ทวงถามให้จำเลยรับผิดชอบและไปตกลงกันที่สถานีตำรวจ โดยจำเลยตกลงยอมทำสัญญาประนอมหนี้ชดใช้ค่าเสียหายให้ ๗๐,๐๐๐ บาท แต่จำเลยไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญาประนอมหนี้เพราะโจทก์กับพวกข่มขู่สัญญาดังกล่าวจึงเป็นโมฆียะและจำเลยได้บอกล้างแล้วขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้เงินตามฟ้องพร้อมดอกเบี้ย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า นายทองคำสิงห์พิมาตร์ ทำสัญญารับเหมาก่อสร้างหลังคาศาลาการเปรียญวัดตระคลองบึง มีจำเลยเป็นผู้ประกันปรากฏตามบันทึกจ้างเหมาเอกสารหมาย จ.๑ นายทองคำรับเงินค่าจ้างไปจากโจทก์รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๑๑๗,๓๒๐ บาท ปรากฏตามใบรับเงินเอกสารหมาย จ.๒, จ.๓, จ.๔จำเลยเป็นผู้ค้ำประกันการรับเงินไว้ในเอกสารหมาย จ.๔ และนายทองคำยังได้