ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3677/2532

ประเด็นกฎหมาย

การที่โจทก์จ้างจำเลยปลูกพืชในที่ดินที่โจทก์บุกรุกอยู่ ถือเป็นการยึดถือแทนโจทก์หรือไม่

หลักกฎหมาย

การที่ผู้บุกรุกที่ดินจ้างผู้อื่นเข้าทำประโยชน์ในที่ดินนั้น ถือเป็นการยึดถือแทนผู้บุกรุก ผู้บุกรุกจึงเป็นผู้ครอบครองมีสิทธิดีกว่าผู้รับจ้าง

คำวินิจฉัย

พิพากษายืน ให้จำเลยถอนคำร้องขอสิทธิทำกินและออกไปจากที่ดินพิพาท

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์บุกรุกที่ดินป่าสงวนแห่งชาติแล้วจ้างจำเลยที่ 1 ปลูกข้าวโพด มีจำเลยที่ 2 และ 3 ช่วยเหลือ

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3677/2532นางหยิบ เอี่ยมทะนัง กับพวกโจทก์นายประเสริฐ อยู่มั่น กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ป.วิ.พ. , ม. 142 (5)โจทก์บุกรุกเข้าครอบครองที่ดินพิพาทในเขตป่าสงวนแห่งชาติแล้วจ้าง จำเลยที่ 1 ปลูกข้าวโพด มีจำเลยที่ 2 ที่ 3 เป็นบริวารช่วยเหลือจำเลยที่ 1 การยึดถือที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการยึดถือแทนโจทก์ โจทก์ย่อมเป็นผู้ครอบครองมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลย โจทก์มีอำนาจฟ้อง ปัญหาอำนาจฟ้อง เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยได้. (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 7/2532)โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างทำไร่ในที่ดินพิพาทในเขตป่าสงวนแห่งชาติของโจทก์ มีจำเลยที่ + ที่ ๓ เป็นผู้ช่วยเหลือ จำเลยทั้งสามได้ไปยื่นคำร้องขอสิทธิทำกินในที่ดินดังกล่าวต่อทางราชการเป็นการละเมิดโจทก์ ขอให้จำเลยถอนคำร้องดังกล่าวและห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่เคยเป็นลูกจ้างโจทก์จำเลยที่ ๑ รับโอนที่ดินพิพาทมาจากผู้อื่น การที่จำเลยไปขอสิทธิทำกินในที่ดินพิพาทจึงกระทำได้โดยชอบ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยถอนคำร้องขอสิทธิทำกินที่ยื่นไว้ต่อเจ้าพนักงานโครงการช่วยเหลือราษฎรให้มีสิทธิทำกินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และให้จำเลยกับบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสามอุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสามฎีกาอย่างคนอนาถา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งสามบุกรุกเข้าครอบครองที่ดินพิพาทในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ได้จ้างจำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างปลูกข้าวโพด มีจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ เป็นบริวารช่วยเหลือ แล้ววินิจฉัยว่า การยึดถือที่ดินพิพาทของจำเลยที่ ๑ เป็นการยึดถือแทนโจทก์ทั้งสา