ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3684 - 3685/2532

ประเด็นกฎหมาย

การขนย้ายทรัพย์สินที่จำนำโดยอ้างว่าเป็นของบุคคลอื่น โดยเจตนาทำให้ทรัพย์สินหลักประกันหมดไป เป็นความผิดฐานใด

หลักกฎหมาย

การขนย้ายทรัพย์สินที่จำนำไปจากสถานที่เก็บรักษาโดยอ้างว่าเป็นของบุคคลอื่น ย่อมทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้รับจำนำ เพราะทำให้ทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันลดจำนวนลงหรือหมดสิ้นไป จึงเป็นความผิดตาม ป.อาญา มา 349

คำวินิจฉัย

พิพากษาแก้เฉพาะสำนวนแรก ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยกฟ้องสำนวนที่สองตามศาลอุทธรณ์

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยจำนำทรัพย์สินไว้ แล้วร่วมกับผู้อื่นขนย้ายทรัพย์สินนั้นไปโดยอ้างว่าเป็นของบุคคลอื่น ทำให้ผู้รับจำนำเสียสิทธิในหลักประกัน

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3684 - 3685/2532พนักงานอัยการ จังหวัด ศรีสะเกษโจทก์นายชังคุงหรือชั่งคุงแซ่เตีย ป.อ. ป.วิ.อ. จำเลยได้จำนำทรัพย์สินไว้แก่ผู้เสียหาย การที่จำเลยกับพวกร่วมกันขนย้ายทรัพย์สินที่จำนำไปจากสถานที่เก็บรักษาโดยอ้างว่าทรัพย์สินเหล่านั้นเป็นของบุคคลอื่น ย่อมเป็นการทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้รับจำนำ เพราะเป็นการทำให้ทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันการจำนำลดจำนวนลงหรือหมดสิ้นไป จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 349 ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๔๙ กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์สำนวนแรกเป็นเงิน๖,๔๖๐,๐๐๐ บาท สำนวนที่สองเป็นเงิน ๓,๔๐๐,๐๐๐ บาทแก่ผู้เสียหายและให้นับโทษจำเลยทั้งสองคดีติดต่อกัน จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นจำเลยในคดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๔๙ ลงโทษจำเลยในสำนวนแรกจำคุก ๑ ปี ลงโทษจำเลยในสำนวนที่ ๒ จำคุก ๑ ปี รวมโทษจำคุก ๒ ปี ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายนั้น เห็นว่าพนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษฟ้องจำเลยในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๓ ไม่ได้ให้อำนาจพนักงานอัยการโจทก์เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหาย จึงให้ยกคำขอส่วนนี้ จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำนวนแรก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์สำนวนแรกและจำเลยสำนวนที่ ๒ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยได้จำนำทรัพย์สินไว้แก่ผู้เสียหายด