ศาลแรงงานไม่จำต้องถือข้อเท็จจริงคำพิพากษาคดีอาญาเมื่อเลิกจ้างเพราะถูกกล่าวหากระทำความผิดอาญา
การเลิกจ้างเพราะถูกกล่าวหากระทำความผิดอาญาไม่ใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลแรงงานจึงไม่จำต้องถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญา
พิพากษายืน ยกอุทธรณ์ของโจทก์
โจทก์ถูกเลิกจ้างเพราะถูกกล่าวหาว่าร่วมฉ้อโกง ศาลอายายกฟ้อง โจทก์ฟ้องศาลแรงงานขอค่าชดเชย ศาลแรงงานวินิจฉัยว่าโจทก์ทุจริตจริงโดยไม่ถือคำพิพากษาศาลอาญา
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3837/2532นายสง่า เจริญลาภโจทก์ธนาคารกสิกรไทย จำกัดจำเลย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน , ม. 47 ป.พ.พ. ป.วิ.อ. โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างถูกจำเลยผู้เป็นนายจ้างร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาในข้อหาร่วมกับพวกปลอมและใช้เอกสารปลอม ร่วมกันฉ้อโกงและพยายามฉ้อโกง ซึ่งหากจะฟ้องบังคับในทางแพ่งด้วยในกรณีที่ฉ้อโกงได้เงินของจำเลยไปก็ได้แต่ขอให้โจทก์ใช้คืนเงินเท่านั้น จะขอให้ศาลบังคับให้โจทก์พ้นจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยไม่ได้ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ต้องหาว่าร่วมกับพวกกระทำความผิดทางอาญาร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม ร่วมกันฉ้อโกงและพยายามฉ้อโกง จึงมิใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาการวินิจฉัยว่าโจทก์กระทำการทุจริตต่อจำเลยหรือไม่ ศาลแรงงานไม่จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างประจำของจำเลย ตำแหน่งพนักงานบัญชี ได้รับเงินเดือนสุดท้ายเดือนละ ๒,๙๒๕ บาท ค่าครองชีพเดือนละ ๙๕๐ บาท จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ออกจากงานให้มีผลตั้งแต่วันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๒๗ โดยกล่าวหาว่าโจทก์ร่วมกับบุคคลภายนอกกระทำการทุจริตซึ่งไม่เป็นความจริง ต่อมาพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลอาญาในข้อหาร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม ร่วมกันฉ้อโกงและพยายามฉ้อโกง ศาลอาญาพิพากษายกฟ้องศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุดแล้วตามคดีหมายเลขแดงที ๘๗๕๐/๒๕๒๘ จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยที่โจทก์มิได้กระทำความผิดเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม โจทก์ได้รับความเสียหาย และจำเลยไม่จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย ๑๑,๖๒๕ บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่