การถืออาวุธและใช้กำลังจับผู้เสียหายเพื่อถามหาที่ซ่อนทรัพย์ ถือเป็นการลงมือปล้นทรัพย์หรือไม่ แม้ยังไม่เคลื่อนย้ายทรัพย์
การถืออาวุธและใช้กำลังจับผู้เสียหายเพื่อถามหาที่ซ่อนทรัพย์ ถือเป็นการลงมือใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์ ตาม ม. 339(1) และ (2) แล้ว
พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยทั้งสี่มีความผิดฐานพยายามปล้นทรัพย์และมีความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน
จำเลยถืออาวุธปืนและมีด เข้าร้าน จับแขนผู้เสียหายถามหาที่ซ่อนทรัพย์ ผู้เสียหายหลบหนีได้ก่อนนำทรัพย์ไป
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3892/2532พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบูรณ์โจทก์นายสมศักดิ์หรือแดง แสงมณี กับพวกจำเลย ป.อ. , ม. 83, ม. 339, ม. 340วันเกิดเหตุ จำเลยที่ 3 มาบอกผู้เสียหายว่าจำเลยที่ 1 กับพวกจะมาปล้นทรัพย์ผู้เสียหาย ต่อมาอีกไม่กี่ชั่วโมง จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถืออาวุธปืน จำเลยที่ 2 ถือมีดปลายแหลมเข้ามาในร้านผู้เสียหายพร้อมด้วยจำเลยที่ 4 กับพวก จำเลยที่ 1 จับแขนผู้เสียหายและถามถึงที่ซ่อนทรัพย์ แม้จำเลยทั้งสี่กับพวกมิได้แตะต้องตัวทรัพย์ของผู้เสียหายที่ตั้งใจจะเอาไปและทรัพย์ยังไม่ได้ถูกเคลื่อนย้ายไปจากที่เก็บก็ตาม ถือว่าจำเลยทั้งสี่กับพวกได้ลงมือใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหาย เพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์และเพื่อให้ผู้เสียหายยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น ตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339(1) และ (2) แล้ว เมื่อจำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป แต่กระทำไปไม่ตลอดเพราะผู้เสียหายได้หลบหนีออกจากร้านและร้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นเสียก่อน การกระทำของจำเลยทั้งสี่จึงเป็นความผิดฐานพยายามปล้นทรัพย์โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐๘๓, ๓๔๐, ๓๔๐ ตรี, ๓๒, ๙๑ และ ๓๗๑ พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. ๒๔๙ มาตรา ๗, ๘ ทวิ, ๗๒ และ ๗๒ ทวิ ริบของกลาง เว้นแต่อาวุธปืนลูกซองเบอร์ ๑๒ หมายเลขทะเบียน พช๖-๐๓๙๗๘ กับกระสุนปืนลูกซองเบอร์ ๑๒ จำนวน ๒ นัด ให้คืนเจ้าของกับให้นับโทษของจำเลยทั้งสี่ต่อจากโทษของจำเลยที่ ๑ ถึงจำเลยที่ ๔ ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๒๖๗/๒๕๒๙ ของศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธทุกข้อหาและรับว่าเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๒๖๗/๒๕๒๙ ของศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ กลับให้การใหม่เป็นว่